วงการฟุตบอลหญิงและภาพยนตร์เควียร์กำลังจะลุกเป็นไฟ เมื่อดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง Lola Tung ที่โด่งดังเป็นพลุแตกจากซีรีส์ The Summer I Turned Pretty เตรียมก้าวเข้าสู่สนามหญ้าในบทบาทใหม่ที่จะทำให้แฟนคลับต้องลืมภาพลักษณ์เดิมๆ ของเธอไปอย่างสิ้นเชิง ในภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Ripe! ซึ่งมีฉากหลังเป็นโลกของฟุตบอลหญิงที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความเสน่หา
โปรเจกต์นี้ไม่ได้มีดีแค่การนำเอาดาวรุ่งระดับปรากฏการณ์มาแสดงนำเท่านั้น แต่ยังได้บุคคลระดับตำนานของวงการฟุตบอลอย่าง Kelley O’Hara อดีตนักเตะทีมชาติสหรัฐฯ (USWNT) และแชมป์โลกผู้ทรงอิทธิพล มานั่งแท่นเป็น Executive Producer นี่คือการเปลี่ยนผ่านบทบาทจากนักกีฬาสู่ผู้ผลิตเนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้ โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างผู้หญิงที่หาดูได้ยากในวงการภาพยนตร์กระแสหลัก
จุดเริ่มต้นของ Ripe! มาจากหนังสั้นในชื่อเดียวกันที่สร้างโดย Kelley O’Hara ร่วมกับคู่หูผู้กำกับ Tusk (หรือ Olivia Mitchell และ Kerry Furrh) ซึ่งกวาดรางวัล Best Narrative Short จากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง 2024 Tribeca Film Festival มาแล้ว
เนื้อหาเล่าเรื่องราวของ Sophie นักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวอเมริกันที่เดินทางไปยังชนบทของประเทศสเปน และได้พบกับ Gloria นักเตะท้องถิ่นที่เป็นคู่แข่งตัวฉกาจในสนาม ความสัมพันธ์ของพวกเธอเริ่มต้นจากความขัดแย้งและการแข่งขันที่ดุเดือด ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความโรแมนติกที่แฝงไปด้วยความหมายของการเติบโตและการก้าวข้ามความอับอายในตัวตน
ทันทีที่บัญชีทางการของภาพยนตร์และ Lola Tung ปล่อยวิดีโอทีเซอร์แรกออกมา โลกอินเทอร์เน็ตแทบจะหยุดหายใจ โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครของเธอเลิกเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อพร้อมกับสายตาที่ปะทะกับคู่แข่งในสนาม คลิปสั้นๆ นี้มียอดไลก์ถล่มทลายกว่า 160,000 ครั้งภายในเวลาอันรวดเร็ว จนแฟนๆ ต่างเข้าไปคอมเมนต์แซวด้วยประโยคสุดฮิตอย่าง “The Summer I Turned Gay” ซึ่งล้อไปกับชื่อซีรีส์สร้างชื่อของเธอ
Kelley O’Hara ได้ให้สัมภาษณ์กับ Forbes ว่าแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากชีวิตจริงของเธอ โดยเฉพาะโมเมนต์ไวรัลในปี 2019 ที่เธอวิ่งไปจูบคู่รักในสนามหลังจากคว้าแชมป์โลก
เธอกล่าวว่า “การจูบแฟนสาวของฉันในตอนนั้นคือตอนจบที่มีความสุข (Happy Ending) ที่โลกไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในสื่อกระแสหลัก ฉันจึงอยากส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ผ่านภาพยนตร์ เพราะภาพยนตร์และกีฬามีพลังมหาศาลในการหลอมรวมผู้คนเข้าด้วยกัน และการทำให้ตัวตนของ LGBTQIAN+ เป็นที่มองเห็นคือหน้าที่สำคัญของฉันในบทบาทโปรดิวเซอร์”