สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่กำลังมองหาซาวด์ดนตรีชวนล่องลอย เอาไว้เปิดฟังเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกความจริง ต้องไม่พลาดทำความรู้จักกับ Shye ศิลปินและโปรดิวเซอร์สาว Bedroom-Pop / Shoegaze ส่งตรงจากสิงคโปร์!
ล่าสุดเธอกลับมาพร้อมกับอัลบั้มใหม่ The Doves Came Home ผลงานที่ผสมผสานกลิ่นอายความเคลิ้มฝันของ Dream-Pop, อัลเทอร์เนทีฟร็อก และ Shoegaze เข้าด้วยกันอย่างลงตัว อบอวลไปด้วยมู้ดชวนโหยหาอดีต (Nostalgia) และการเยียวยาจิตใจอันลึกซึ้ง ซึ่งเธอแอบกระซิบว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากวงดนตรียุค 90s แถมงานภาพในมิวสิกวิดีโอยังให้มู้ดดิ่งลึกคล้ายกับภาพยนตร์เรื่องโปรดของสายอินดี้อย่าง All About Lily Chou-Chou อีกด้วย บรรยากาศในอัลบั้มนี้จึงเปรียบเสมือนภาพยนตร์แนวก้าวผ่านวัย (Coming-of-age) ที่พาทุกคนไปสัมผัสความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ และการเดินทางกลับมาโอบกอดเนื้อแท้ของตัวเองอีกครั้ง
The Noize Magazine เลยไม่พลาดที่จะชวน Shye มานั่งคุยกันแบบเปิดอก ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการทำเพลงในห้องนอน เบื้องหลังการลุยโปรดักชันคนเดียวทุกขั้นตอน ไปจนถึงทัศนะสุดสตรองในการรักษาความเป็นมนุษย์ท่ามกลางยุค AI
ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปดื่มด่ำกับบทสัมภาษณ์ Shye จาก The Noize Magazine กันเลย!
The Noize Magazine: ช่วยแนะนำตัวเองและเส้นทางสายดนตรีของตัวเองเล็กน้อย สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่เพิ่งเคยรู้จักกับ Shye
Shye: สวัสดีค่าทุกคน ฉันชื่อ Shye เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลงและซาวด์เอนจิเนียจากสิงคโปร์ โดยฉันเริ่มทำเพลงในห้องนอนของตัวเองตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และเรียนรู้ที่จะแต่งเพลงด้วยตนเองจากการดูวิดีโอต่างๆ ทางออนไลน์ ซึ่งฉันเองชื่นชอบเพลงที่ให้ความรู้สึกชวนฝัน เต็มไปด้วยบรรยายกาศอบอวลที่พาให้โหยหาถึงอดีตและเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นแล้วเพลงที่ฉันรังสรรค์จะออกมาในโทน bedroom-pop หรือ indie-pop ซึ่งอยู่ระหว่างแนวเพลง dream-pop, อัลเทอร์เนทีฟร็อก และ shoegaze ซึ่งเป็นส่วนย่อยแสนเคลิ้มฝันของแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อกอีกที
ฉันเองได้มีโอกาสได้ขึ้นแสดงในงานเทศกาลดนตรีหลายแห่งทั้งแถบเอเชียและสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังได้ขึ้นเปิดคอนเสิร์ตให้ศิลปินที่ชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น Clairo, Men I Trust และล่าสุดคือวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกชื่อดังอย่าง The Jesus and Mary Chain
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ฉันยังคงเดินทางในเส้นทางสายดนตรีเหมือนกับตอนแรกที่ฉันเริ่ม ซึ่งฉันเริ่มมันจากการใช้สัญชาตญาณและห้วงอารมณ์ของตัวเอง เพราะสำหรับฉันล้วบทเพลงต่างๆ เปรียบเสมือนกับโลกใบน้อยอีกใบที่ทำให้เราได้หายไปจากความเป็นจริงชั่วขณะหนึ่งที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้น
TNM: คุณมีศิลปินคนไหนที่เป็นแรงบันดาลใจด้านดนตรีให้กับตัวเองตั้งแต่แรกเริ่มเส้นทางสายดนตรีนี้? แล้วช่วงนี้มีศิลปินคนไหนที่คุณชื่นชอบอยู่บ้าง?
Shye: เนื่องจากฉันเองไม่ได้เติบโตมากับครอบครัวที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีในหัวใจขนาดนั้น ทำให้ต้องขวนขวายสไตล์การฟังเพลงด้วยตัวเอง ซึ่งวง Nothing วง Title Fight และวง Basement เป็นบรรดาศิลปินที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเพลงแนว shoegaze และอัลเทอร์เนทีฟร็อกตั้งแต่เด็กๆ เพราะอารมณ์อันท่วมท้นทำให้คนฟังรู้สึกดื่มด่ำไปกับบทเพลงของพวกเขา ฉันชอบความหนักอึ้งทางอารมณ์และความอ่อนแอที่ถ่ายทอดออกมา สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับตัวฉันอย่างบอกไม่ถูก
ตั้งแต่นั้นมา ฉันเองก็เริ่มค้นหาแนวเพลงต่างๆ ให้หลากหลายมากขึ้นและตกหลุมรักทุกสิ่งเป็นแนว dream-pop, อินดี้ร็อค, K-Pop, J-Pop ไปจนถึงเพลงประกอบภาพยนตร์และเกมส์ ส่วนตัวฉันคิดว่าการหาฟังเพลงอย่างอิสระโดยไม่ยึดติดกับแนวเพลงไหนเป็นพิเศษ ทำให้ฉันไม่เคยมองว่าแนวเพลงต้องมีกฏเกณฑ์เฉพาะตายตัว
ช่วงนี้ฉันกลับไปฟังเพลง 90s อีกครั้ง ซึ่งเป็นยุคที่เต็มไปด้วยบทเพลงเหนือกาลเวลา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปินในตำนาน อาทิ The Verve, The Stone Roses, Cocteau Twins, The Sundays, The Smashing Pumpkins, Oasis และ Catherine Wheel มันให้ความรู้สึกที่ทั้งสุขและเศร้า แต่ก็มีความหวังในเวลาเดียวกัน เพราะตัวฉันเองชื่นชอบงานเพลงที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบด้วยการเอาบรรยากาศของเพลงมาเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่อง
TNM: จากบทสัมภาษณ์ก่อนหน้าที่คุณเคยบอกว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของ Taylor Swift, K-Pop และ J-Pop มีเพลงโปรดอะไรที่อยากแนะนำไหม หรือมีเพลงไหนที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงอัลบั้มใหม่ของคุณ?
Shye: ช่วงวัยเด็ก ฉันเป็นเพลงคลับของ Taylor Swift และการที่ได้ฟังเพลงของเธอ รวมทั้งเพลง K-Pop ทำให้ฉันหวนคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ อย่างไรก็ตาม ผลงานที่ฉันชื่นชอบเหล่านั้นไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจหลักในการทำอัลบั้ม The Doves Came Home เพราะมันเป็นคนละช่วงเวลากัน
แต่เพลงแนว K-Pop มีส่วนในการทำให้ฉันรู้จักกับขั้นตอนการทำเพลงที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ทั้งในด้านโปรดักชั่นหรือการมิกซ์เสียง จากการที่ฉันชื่นชอบผลงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของการลงเสียงที่สอดประสานกันอย่างลงตัว แม้ว่าการทำเพลงของฉันจะออกแนวขมุกขมัวและเน้นไปที่บรรยากาศโดยรวมของเพลงแตกต่างจากเพลงแนว K-Pop แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงรายละเอียดในการทำเพลงของฉันได้รับอิทธิพลมาจาก K-Pop
TNM: อยากให้ช่วยเล่าความเป็นมาของชื่ออัลบั้ม The Doves Came Home ให้ฟังหน่อย?
Shye: ชื่ออัลบั้มนี้มาจากความรู้สึกที่โหยหาการกลับมาสู่การเป็นตัวของตัวเอง หลังจากใช้เวลาค้นหาความหมายของชีวิต ความรักหรือการยอมรับจากโลกภายนอกมาอย่างยาวนาน สำหรับฉันแล้วนกพิราบเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการโบยบินกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ประเด็นหลักในอัลบั้มนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโต ความโหยหาและการยอมรับตัวตน เห็นได้จากท่อนแรกสุดในเพลงแรกของอัลบั้มที่ว่า “ท่ามกลางความนิ่งงัน ฉันล้มเลิกที่จะค้นหาความหมายของสิ่งต่างๆ เพราะตอนนี้ฉันเข้าใจถ่องแท้แล้ว ถึงเวลาที่เจ้านกพิราบจะได้กลับบ้านสักที” ซึ่งเป็นการสรุปใจความสำคัญของอัลบั้มนี้ได้อย่างครบถ้วน
แรงบันดาลใจของการทำงานในอัลบั้มนี้มาจากการที่เรามักถูกบอกให้ออกไปใช้ชีวิต มีประสบการใหม่และสำรวจสิ่งต่างๆ ข้างนอกนั่น แต่ช่วงเวลาที่ฉันได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองตลอดช่วงเวลาในการรังสรรค์ผลงานชิ้นนี้ ก็ยิ่งทำให้ฉันตระหนักได้ว่าเราควรเผชิญหน้าและเยียวยาโลกภายในของเราก่อน เพราะเราคงไม่สามารถออกไปแสวงหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยแบกรับภาระทางอารมณ์ที่ยังตกค้าง ดังนั้นแล้วอัลบั้มนี้เหมือนเป็นการเรียนรู้ว่าการกลับมาสู่ตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กับการค้นหาสิ่งใหม่ๆ จากโลกภายนอก ที่ผ่านมาฉันมองว่าการกระบวนการเยียวยาตัวเองจะต้องยิ่งใหญ่ โฉ่งฉ่างหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในความเป็นจริงแล้วขั้นตอนเหล่านี้กลับสงบเงียบกว่าที่คิด ในบางครั้งการเยียวยาตัวเองก็มาในรูปแบบที่แสนจะธรรมดาอย่างการนั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเองอย่างสัตย์ซื่อ
จากการที่นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและการเปลี่ยนแปลง ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นชนิดของนกที่สามารถหาทางบินกลับบ้านได้อย่างแม่นยำ สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจและส่งต่อความหวังให้กับฉันอย่างยิ่ง ฉันอยากให้อัลบั้มนี้เป็นการตื่นรู้ทางอารมณ์ที่สงบ แต่หนักแน่น
TNM: ขั้นตอนการทำงานในอัลบั้มนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีความแตกต่างจากอัลบั้มก่อนๆ มากน้อยแค่ไหน?
Shye: จริงๆ แล้วขั้นตอนการทำงานโดยทั่วไปไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนมากนักจากเมื่อก่อน ฉันมีกระบวนการทำงานของตัวเองที่มักจะนำมาใช้ประจำอยู่แล้ว คร่าวๆ ก็คือการเขียนเพลง เข้าห้องอัด มิกซ์เสียงและปรับแก้ผลงานด้วยตัวเองจนออกมาเป็นชิ้นงานที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างที่ฉันอยู่บ้านหรือตอนเดินทางไปที่ต่างๆ ทั้งไปทัวร์หรือท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเสียงดนตรีเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวันของฉัน ซึ่งในบางครั้งก็จะมีไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งฉันสามารถอัดเสียงหรือทำเพลงได้เลยไม่ว่าจะเป็นตอนไหนก็ตาม
แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าในช่วงการทำอัลบั้มนี้คือความคิดของฉันเอง เพราะคราวนี้ฉันได้ให้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยปล่อยไปตามธรรมชาติแทนที่จะรีบทำออกมาให้เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลงรายละเอียดในการสร้างบรรยากาศของเพลง พัฒนาเลเยอร์ของเสียงให้ลึกซึ้ง และพื้นที่สำหรับการแสดงอารมณ์ความรู้สึก
เพลงในอัลบั้มนี้เชื่อมโยงกับการเป็นขั้วตรงข้าม เห็นได้จากการประทะกันของเสียงร้องอันเบาหวิวกับซาวด์ที่หนักแน่นของกีตาร์ ซึ่งในบางจังหวะก็มีความพร่าเลือนจนดูเป็นหนึ่งเดียวกัน เนื่องจากฉันต้องการให้เกิดความดื่มด่ำและความท่วมท้นทางอารมณ์ และการที่ฉันดำเนินการขั้นตอนทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำให้ทุกรายละเอียดและการสร้างบรรยากาศของเพลงเป็นไปตามที่ฉันจินตนาการไว้เลย
TNM: เพลงไหนในอัลบั้ม The Doves Came Home เป็นพลงที่คุณชื่นชอบที่สุด?
Shye: การเลือกเพลงที่ชอบที่สุดในอัลบั้ม The Doves Came Home เป็นอะไรที่ยากมาก เพราะฉันรู้สึกว่าทุกเพลงเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของตัวฉันที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เพื่อใช้เวลาด้วยกันในการรังสรรค์ผลงานเหล่านี้ออกมา ดังนั้นทุกเพลงในอัลบั้มจึงมีความหมายที่แตกต่างกันไป ตอบโจทย์แต่ละห้วงอารมณ์ มุมมอง บรรยากาศและประเด็นที่จะสื่อออกมา
ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ฉันใช้ในการวางแผนประสบการณ์การฟังเพลงทั้งหมดของอัลบั้มนี้ แทนที่จะเลือกฟังเป็นแค่เพลงเดี่ยวๆ บางเพลงถ่ายทอดความโหยหาอดีตและการเติบโตมาแบบเด่นชัด บางเพลงมีประเด็นเรื่องการแยกตัวออกมาจากทุกสิ่ง ความเศร้าโศก การเยียวยาตัวเองหรือการยอมรับในตัวตนที่ไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นฉันจึงอยากแนะนำให้ฟังเพลงทั้งอัลบั้ม
อย่างไรก็ตาม สำหรับคำถามนี้ ใจฉันแอบเอนเอียงไปทางเพลง Cecilia ซึ่งแต่งขึ้นในช่วงที่ตัวเองรู้สึกหลงทาง สับสนและตั้งคำถามกับตัวตน รวมถึงการทำเพลงของตัวเองด้วย ซึ่งเพราะเพลงนี้ก็ทำให้ฉันได้กลับมาฟื้นฟูจิตใจของตัวเองได้อีกครั้งจากคนฟังที่รู้สึกเชื่อมโยงกับเพลง จนเกิดเป็นการรับรู้ ยอมรับและก้าวข้ามผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
เพลงที่ฉันจะแนะนำให้กับผู้ฟังที่เพิ่งจะรู้จัก Shye เป็นครั้งแรก ฉันจะเลือก I Always Knew หรือไม่ก็เพลง If Today Was Yesterday ซึ่งเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแนวเพลงและการเขียนเนื้อร้องได้อย่างดี เพราะเพลงหนึ่งจะเป็นแนว shoegaze ที่ฟังแล้วหม่นๆ มีความหนักหน่วง ส่วนอีกเพลงก็จะให้ความเป็น dream-pop ที่สดใสและอบอุ่นขึ้นมา
TNM: ถ้าเปรียบอัลบั้มนี้เป็นภาพยนตร์สักเรื่อง The Doves Came Home จะถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องอะไร?
Shye: อัลบั้มนี้ให้ความรู้สึกคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง All About Lily Chou-Chou ที่สุด ทั้งในแง่ของอารมณ์และสุนทรียภาพ ซึ่งฉันได้รับความเห็นจากหลายๆ คนว่ามิวสิกวิดีโอของอัลบั้มนี้ทำให้คนดูต่างนึกถึงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวขึ้นมา
นอกจากนี้ ยังมีบางอย่างจาก All About Lily Chou-Chou ที่ให้ความรู้สึกหวนคิดถึงอดีตอย่างลึกซึ้ง ทั้งชวนให้เศร้าสร้อยและเหมือนฝัน ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกดิบและเป็นมนุษย์มาก เพราะการที่มันถ่ายทอดเรื่องราวของวัยเยาว์ ความโดดเดี่ยว ความทรงจำ และความรู้สึกที่ขาดการเชื่อมต่อทางอารมณ์กับสิ่งรอบตัวนั้น คล้ายคลึงกับห้วงอารมณ์ในอัลบั้มของฉันมาก
ฉันยังอยากจะบอกว่ายังมีองค์ประกอบของผลงานที่น่าจดจำอื่นอย่าง Lost in Translation และซีรีส์ Twin Peaks ด้วย ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับความสงบและเปลี่ยวเหงาของ Lost in Translation ในขณะที่ Twin Peaks สร้างสมดุลระหว่างความสวยงามและความรู้สึกไม่สบายใจในแบบที่ฉันชื่นชอบในเชิงศิลปะมาโดยตลอด ฉันดึงดูดกับเรื่องราวที่การแสดงอารมณ์ไม่ได้มีอยู่แค่ในบทสนทนา แต่ยังอยู่ในบรรยากาศ ความเงียบ แสงสี หรือแม้กระทั่งผิวสัมผัสต่างๆ ที่รายล้อมด้วย
โดยทั่วไปแล้ว ฉันคิดว่าอัลบั้มนี้เหมาะที่จะใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เกี่ยวกับการเป็นผู้ใหญ่ เนื้อหาส่วนใหญ่ในอัลบั้มพูดถึงการเติบโตขึ้น การทบทวนตัวเองในอดีต การเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และการพยายามค้นหาที่ยืนของตัวเองในโลกใบนี้ แม้ว่าจะมีเรื่องเศร้าแทรกอยู่ตลอดทั้งอัลบั้ม แต่ก็ยังมีความหวังเล็กๆ ซ่อนอยู่ เหมือนเป็นการพยายามค้นหาความงามในความไม่แน่นอน
TNM: ท่ามกลางการมาถึงของ AI และอัลกอริทึ่มที่กดดันผู้คนในอุตสาหกรรมเพลง คุณมีการเตรียมพร้อมยังไงบ้างกับเรื่องนี้?
Shye: สิ่งที่ทำให้ดนตรีมีความเป็นมนุษย์คือการที่มันแสดงให้เห็นถึงทัศนะและอารมณ์ สำหรับฉัน ความโดดเด่นแท้จริงในการรังสรรค์ผลงานมาจากการซื่อสัตย์ในดนตรีมากกว่าการพยายามไล่ตามกระแสหรืออัลกอริทึม ฉันยังคงชื่นชอบความไม่สมบูรณ์แบบในการบันทึกเสียง ไม่ว่าจะเป็นพวกเสียงรบกวนนิดๆ หน่อยๆ แม้แต่ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในเครื่องดนตรีหรือเสียงร้อง สิ่งเหล่านั้นทำให้ดนตรีมีชีวิตชีวาสำหรับฉัน
บางครั้งโซเชียลมีเดียก็อาจกดดันศิลปินให้ต้องปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ฉันพยายามเตือนตัวเองว่าศิลปะที่มีความหมายมักมาจากความจริงใจที่อยากจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมา ไม่ใช่เพียงแค่กลยุทธ์ที่จะดึงดูดผู้ฟัง
ประเด็นเรื่องการมาถึงของ AI ต่ออุตสาหกรรมในตอนนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนตัวฉันคิดว่าการคร่ำครวญและบ่นเกี่ยวกับการมาถึงของมันดูไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากนัก สิ่งที่เราทำได้คือมุ่งเน้นไปที่ศาสตร์ของศิลปะเองและยิ่งต้องทำให้แน่ใจว่าผลงานที่เราสร้างนั้นเป็นของแท้แน่นอนจากฝีมือมนุษย์ ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครสามารถใช้ชีวิตหรือสัมผัสอารมณ์ได้เหมือนกันทั้งหมด ดังนั้นมุมมองของมนุษย์ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันออกไปนั้นเป็นสิ่งที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้
ฉันคิดว่าการใส่ความเป็นมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่มีความหมายที่สุดที่เราสามารถทำให้งานที่เราสรรค์สร้างออกมาสู่โลกภายนอกได้ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบ อารมณ์ ความทรงจำ และประสบการณ์ที่อยู่เบื้องหลังคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนเชื่อมโยงกับดนตรีได้อย่างแท้จริง แม้ในยุคที่อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ฉันเองก็ยังเชื่อว่าความจริงใจเป็นสิ่งที่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ และ AI ไม่สามารถฝึกฝนในด้านนี้ได้ทัดเทียมกับมนุษย์
TNM: คุณมองการเติบโตของ Shye เป็นยังไงต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า?
Shye: ฉันหวังว่าตัวเองจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่สูญเสียตัวตนในสิ่งที่ฉันพยายามทำและแสดงออกมาผ่านบทเพลง อยากจะเป็นแบบอย่างให้กับศิลปินรุ่นน้องว่าการจะทำเพลงได้ไม่ต้องรอคำอนุญาตอะไรจากใคร เพราะฉันเริ่มทำเพลงด้วยตัวเองในห้องนอน แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองจากความสงสัยใคร่รู้ ถ้าเส้นทางสายดนตรีของฉันจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้ใครลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในผลงานของตัวเองก็จะเป็นสิ่งที่มีความหมายกับฉันมากๆ
TNM: คำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับคืออะไร?
Shye: จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่คำแนะนำซะทีเดียว แต่เป็นสิ่งมีคนเคยพูดกับฉันในช่วงแรกๆ ของการทำงานเป็นศิลปิน ซึ่งมันก็ส่งผลต่อวิธีคิดของฉันมาก ตอนนั้นฉันกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างอยู่ และพวกเขาบอกฉันว่า “อย่าพลาดโอกาส”
ตอนแรก คำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกกดดัน เมื่อคุณยังเด็กและอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีประสบการณ์ในวงการมากกว่าคุณ มันง่ายมากที่จะรู้สึกว่าคนอื่นควรช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางในสายดนตรีนี้แทนคุณ เพราะพวกเขารู้ดีกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงเวลานั้นสอนฉันในสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันสอนฉันว่าคุณต้องยืนหยัดเพื่อตัวเองและเชื่อในสัญชาตญาณของคุณ แน่นอนว่าคุณสามารถฟังคำแนะนำจากคนอื่นได้ แต่หวังจะพึ่งพาความคิดเห็นจากคนรอบข้างว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับเราไม่ได้ขนาดนั้น ในฐานะศิลปิน คุณต้องรู้ว่าคุณยึดมั่นในอะไรต้องการสื่อสารอะไรกับโลก และคุณต้องการสร้างตัวตนแบบไหนให้กับตัวเอง
นอกจากนี้ มันยังสอนฉันถึงความสำคัญของการอดทนด้วย ฉันไม่คิดว่าศิลปินควรคว้าโอกาสแรกที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าด้วยความกลัว มันไม่ควรกลายเป็นเกมตัวเลขที่มัวแต่คำนวณกำไรต้นทุนขนาดนั้น ถ้าคุณทำงานหนัก ซื่อสัตย์ และพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไป โอกาสและรางวัลที่เหมาะสมก็จะมาหาคุณเองตามธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้เสมอว่าทำไมคุณถึงเริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้มาตั้งแต่แรก
ซึ่งการที่ถูกบอกว่า “อย่าพลาดโอกาส” ในครั้งนั้น ทำให้ฉันตระหนักว่าจริงๆ แล้วไม่มีคำว่าพลาดโอกาสหรอก ถ้าโอกาสนั้นๆ เหมาะสมกับคุณจริงๆ มันจะเกิดขึ้นในแบบที่ควรจะเป็น
ใดๆ ฉันอยากจะย้ำว่าอย่าได้ขายวิญญาณของคุณแลกกับอะไรก็ตาม เพราะผลงานที่คุณพยายามสร้างสรรค์และมนุษยธรรมของคุณมีค่ามากกว่านั้นมาก
TNM: มีอะไรอยากจะบอกกับแฟนคลับชาวไทยและผู้ฟังชาวไทยที่ค้นพบผลงานของ Shye เป็นครั้งแรก?
Shye: ขอบคุณสนับสนุนเพลงของฉันและทำให้ผลงานเหล่านั้นมีตำแหน่งแห่งที่ในชีวิตของพวกคุณนะคะ การที่ผลงานเพลงสามารถเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเชื่อมโยงกับจิตใจของผู้คนทั่วโลกได้ แม้ว่าพวกเราจะมาจากคนละที่ทาง มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน สิ่งนี้มีความหมายเหลือเกิน
ฉันหวังว่าอัลบั้ม The Doves Came Home จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับใครก็ตามที่กำลังเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เยียวยาตัวเอง เติบโตและกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่เพิ่งมีโอกาสได้เคยฟังเพลงของ Shye เป็นครั้งแรก “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” นะคะ :)+