King Princess กับการตีความใหม่เปลี่ยนเพลงร็อกสุดหม่น Au Pays du Cocaine ของ Geese ให้กลายเป็นเพลงชาติเลสเบี้ยน

| |

นาทีนี้คงไม่มีอะไรที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการเพลง Indie Rock ได้เท่ากับการที่ King Princess ที่ตัดสินใจหยิบเพลงของวงร็อกดาวรุ่งแห่งยุคอย่าง Geese มาคัฟเวอร์ใหม่ พร้อมปักหมุดหมายสำคัญด้วยการนิยามว่านี่คือ “เพลงชาติของชาวเลสเบี้ยน” อย่างเป็นทางการ ผ่านรายการ BBC Radio 1 Live Lounge

ย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ Geese กันสักนิด สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นชื่อ พวกเขาคือวงร็อกหน้าใหม่จาก New York City ที่นำโดย Cameron Winter เขากำลังถูกจับตามองอย่างหนักหลังจากปล่อยอัลบั้ม Getting Killed เมื่อเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา ความสำเร็จของพวกเขาพุ่งทะยานจนสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BBC และ Dazed ต่างยกย่องให้เป็น “วงร็อกที่ยอดเยี่ยมที่สุดวงแรกของ Gen Z” และล่าสุดพวกเขาก็เพิ่งจะสร้างปรากฏการณ์บนเวที Saturday Night Live ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่น่าสนใจคือวงนี้มี Emily Green มือกีตาร์สาวข้ามเพศ เป็นฟันเฟืองสำคัญ พิสูจน์ให้เห็นว่าดนตรีร็อกในยุค 2020s ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของความหลากหลายอย่างแท้จริง

ล่าสุดเมื่อ King Princess หรือ Mikaela Straus ปรากฏตัวพร้อมกับกีตาร์โปร่งคู่ใจเพื่อถ่ายทอดบทเพลง Au Pays du Cocaine เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ Geese ต้นฉบับเดิมนั้นเป็นเพลงที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกถวิลหาและความกดดันที่เงียบงัน แต่เวอร์ชันของ King Princess กลับมอบความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เขาเลือกที่จะเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเล็กน้อย ผสมผสานกับเสียงกีตาร์โปร่งที่ทำให้เพลงดูมีความหวังและสว่างไสวมากขึ้น เปรียบเสมือนการนำแสงสว่างไปส่องในมุมที่เคยหม่นเศร้า

King Princess - Au pays du cocaine (Geese cover) in the Live Lounge
“that Geese song is such a lesbian anthem” 💗 @KingPrincess #JackSaunders #Geese #AuPays

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นเพลงชาติเลสเบี้ยน? จากบทสัมภาษณ์ของ King Princess ผ่านรายการ New Music Show ของ Jack Saunders เขาได้ให้เหตุผลว่า “เพลงของ Geese เพลงนี้มันคือเพลงชาติเลสเบี้ยนชัดๆ ฉันไม่รู้ว่าเขา (Cameron Winter) ตั้งใจเขียนมันให้ออกมาเป็นเพลงเลสเบี้ยนขนาดนี้ไหม แต่มันมีความเป็นเควียร์สูงมาก”

เขาได้ยกตัวอย่างเนื้อเพลงท่อนที่ว่า “คุณสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ก็ยังคงเลือกฉันอยู่” (You can change and still choose me) พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยว่า “ฉันก็ไม่รู้สิ ลองไปถามเพื่อนที่เป็นเลสเบี้ยนของคุณดูสิว่าประโยคนี้มันหมายความว่ายังไง”

เขาได้อธิบายเพิ่มว่ามันคือเรื่องราวของคนสองคนที่ต่างก็ต้องการอิสระ ต้องการความเป็นปัจเจกชน แต่ในขณะเดียวกันก็ยัง “เลือก” ที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างตั้งใจ ความรู้สึกของการโหยหาเสรีภาพไปพร้อมๆ กับการรักษาความสัมพันธ์นี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญของชาว LGBTQIAN+ และอาจรวมไปถึงกลุ่มที่นิยามความสัมพันธ์แบบ Ethically Non-monogamous ที่กำลังเป็นประเด็นพูดถึงในปัจจุบัน

บทเพลง Au Pays du Cocaine ในเวอร์ชันต้นฉบับของ Geese อาจจะนำเสนอภาพลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความพยายามและการอ้อนวอนผ่านเสียงร้องที่สั่นเครือของ Cameron Winter แต่เมื่อผ่านการกรองด้วยมุมมองของ King Princess เพลงนี้กลับกลายเป็นบทเฉลิมฉลองของความรักที่ยืดหยุ่นและยอมรับในตัวตนของกันและกัน

การที่ศิลปินระดับ King Princess ออกมาให้ค่าและตีความเพลงของวงรุ่นใหม่อย่าง Geese ในเชิงอัตลักษณ์ทางเพศ ไม่เพียงแต่ช่วยขยายฐานแฟนคลับให้กับทั้งสองศิลปิน แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่าในโลกดนตรีปัจจุบัน “ความหมาย” ของเพลงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ที่ผู้แต่งตั้งใจไว้เท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่กับว่า “ใคร” เป็นผู้ฟังและพวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับมันอย่างไร

หากใครที่ยังไม่ได้ลองฟัง Au Pays du Cocaine ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันต้นฉบับที่ดิบและหม่น หรือเวอร์ชันคัฟเวอร์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานแบบเลสเบี้ยนจาก King Princess ขอแนะนำว่านี่คือลิสต์เพลงที่คุณไม่ควรพลาดในปี 2026 นี้อย่างเด็ดขาด

Geese - Au Pays du Cocaine (Official Music Video)

Previous

The Before Trilogy | ครบรอบ 31 ปี ของ Before Sunrise หนึ่งในหนังรักในหัวใจของใครหลายๆ คน

เปิดไดอารี่ของ Gentleman Jack อีกครั้ง สู่เวทีบัลเล่ต์ครั้งใหม่โดย Northern Ballet 

Next