ผู้กำกับทรานส์นอนไบนารี่ Jane Schoenbrun กลับมาทวงบัลลังก์ความสยองขวัญสุดเควียร์หลังเคยฝากฝีไม้ลายมือความหลอนอันเป็นเอกลักษณ์ไว้กับ We’re All Going to the World’s Fair (2021) และ I Saw the TV Glow (2024) ด้วยความเลือดสาดครั้งใหม่เอาใจแฟนหนังแนวไล่เชือด Teenage Sex and Death at Camp Miasma (2026)
เมื่อผู้กำกับเควียร์อย่าง Kris Williams (รับบทโดย Hannah Einbinder) ซึ่งเป็นผู้ใช้สรรพนาม she/they เรียกแทนตัวและกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบมีคู่รักหลายคน (Polyamory) ได้รับมอบหมายให้ปลุกชีพ Camp Miasma แฟรนไชส์หนังสยองชื่อดังแห่งยุค 80’s ต้องเดินทางไปพบกับ Billy Presley (รับบทโดย Gillian Anderson) อดีตดาราไอค่อนผู้สร้างชื่อจากบทตัวเอกของเรื่องดังกล่าว ก่อนจะห่างหายไปจากวงการบันเทิงโดยสิ้นเชิง ซึ่งเธออยากให้ Billy กลับมาคืนฟอร์มรับเล่นในหนังภาคใหม่
ภาพยนตร์กลิ่นอายจากสารพัดหนัง Slasher ในตำนานแห่งยุค 80’s เรื่องนี้นับเป็นผลงานชิ้นแรกที่มีการพัฒนาบท หลังจากผู้กำกับได้ผ่านกระบวนการข้ามเพศเป็นที่เรียบร้อย นับเป็นช่วงเวลาที่ Jane ได้ใช้ชีวิตอยู่ในร่างกายที่ถูกต้องในแบบที่เป็นตัวเองมากที่สุด ทำให้ Teenage Sex and Death at Camp Miasma ร้อยเรียงประเด็นความรักของเควียร์และความสุขสมทางกายออกมาอย่างจับต้องได้และสะท้อนตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี
**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์
มีการกล่าวถึงเซ็กส์และการถูกล่วงละเมิดทางเพศ**
ความสุขสมจวนสิ้นใจ ณ ค่ายสยองของสองเรา
หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของการรังสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากหนังสือวิชาการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเพศวิถีและหนังสยองขวัญทั้ง Men, Women, and Chain Saws ของ Carol J. Clover และหนังสือวิจารณ์ภาพยนตร์ Corpses, Fools, and Monsters ที่เป็นผลงานเขียนร่วมระหว่างนักเขียนข้ามเพศอย่าง Willow Maclay นักวิจารณ์ภาพยนตร์ รวมทั้งนักประวัติศาสตร์เควียร์ และ Caden Mark Gardner นักวิจัยเกี่ยวกับการนำเสนอภาพตัวแทนของทรานส์ในสื่อ
ท่ามกลางความเหนือจริงของหนังที่พาคนดูล่องลอยไปกับเรื่องราวทั้งชวนสยองและใจเต้นแรง ซึ่งมีเส้นบางๆ ระหว่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ Kris และจินตนาการหรือเศษเสี้ยวความทรงจำจากหนัง Camp Miasma ภาคต่างๆ สิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดความต้องการของตัวละครที่ถูกกดทับเอาไว้ ซึ่งต่อมาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ไม่ต่างจากการอาละวาดไล่เชือดวัยรุ่นในแคมป์มิอัสมาของฆาตกรหลักของเรื่องที่รู้จักกันในนาม Little Death (รับบทโดย Jack Haven)
คำว่า Little Death มาจากภาษาฝรั่งเศสที่ว่า La petite mort ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้เมื่อคนๆ หนึ่งถึงจุดสุดยอด (Orgasm) เป็นการที่สารเคมีในสมองชื่อออกซิโทซิน (Oxytocin) หลั่งออกมาช่วยสร้างความสุขและกระตุ้นให้เกิดความผูกพันทางใจ โดยใช้ได้ในหลายบริบท ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นขณะร่วมเพศ หรือความสุขล้นจากการได้สัมผัสกับผลงานศิลปะหรือพระธรรมคำสอนทางศาสนา ซึ่งทำให้ผู้ที่เกิดความรู้สึกนี้เหมือนสิ้นใจไปชั่วขณะ
วลีที่ว่า La petite mort หรือการเชื่อมโยงประสบการณ์ของความเอ่อล้นทางอารมณ์ที่รุนแรงกับความตาย ยังถูกนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์งานศิลปะต่างๆ เช่น รูปปั้น Ecstasy of Saint Theresa ตั้งอยู่ที่โบสถ์ Santa Maria della Vittoria กรุงโรม ประเทศอิตาลี ออกแบบโดย Gian Lorenzo Bernini ช่างปั้นชาวอิตาลี ซึ่งจำลองความความปีติยินดีเป็นล้นพ้นของนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลาที่บันทึกนิมิตรของตนเองว่าได้รับการติดต่อจากพระเจ้า โดยนำเสนอผ่านการที่ทูตสวรรค์กำลังทิ่มแทงหอกสีทองและมีไฟลุกโชติช่วง ไปที่หัวใจของเธอ ซึ่งแม้จะสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวทางร่างกายเพียงใด แต่จิตใจของนักบุญเทเรซากลับเต็มไปด้วยความอิ่มเอม
ยิ่งไปกว่านั้น Little Death ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของฆาตรกรเพื่อสร้างหญิงสาวผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย (Final Girl) คำนิยามที่บัญญัติขึ้นโดย Carol J. Clover จากหนังสือ Men, Women, and Chain Saws ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1992 จนกลายเป็นสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญแนวไล่เชือดจวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วย
- ฆาตกรที่โอบอุ้มความเป็นชาย
- สถานที่เกิดเหตุในที่ปิดตายที่มีพื้นที่จำกัด
- อาวุธที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับอวัยวะเพศชาย
- เหยื่อของฆาตกรที่มักถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางเพศ (Sexualized)
- หญิงสาวผู้รอดชีวิต ซึ่งอยู่ในกฎระเบียบอันดีงามตามบรรทัดฐานสังคม ไม่แสดงออกถึงความต้องการทางเพศหรือยังคงความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้
โดยอาวุธที่มีรูปร่างเหมือนอวัยวะเพศชาย (Phallic Weapon) ของ Little Death เป็นหอกแหลมคมที่พร้อมทิ่มแทงไปที่ร่างของเหยื่อในแคมป์ ไม่ต่างอะไรกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องมีการสอดใส่ (Penetration) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของสัญญะในภาพยนตร์เรื่องนี้ ระหว่างการไล่เชือดของฆาตกรและแรงขับทางเพศของตัวละครหลักอย่าง Kris ที่ไม่ต้องการแสดงออกถึงความต้องการของเธอ หรือไม่ค่อยเพลิดเพลินกับกิจกรรมดังกล่าวมากนัก กระทั่งได้มาพบกับ Billy
ลบล้างภาพจำหนังโหดด้วยมุมมองเควียร์
ฉากการร่วมรักระหว่าง Kris และ Billy กลายเป็นภาพทับซ้อนการสังหารผู้คนในแคมป์ไม่เลือกหน้าของ Little Death ทั้งสองเหตุการณ์จบลงด้วยเลือดและความตาย แต่ตัวละครเอกทั้งคู่กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากท่วมท้นไปด้วยความสุขสม และดูเหมือนว่า Kris ได้ตระหนักรู้ถึงมุมมองเกี่ยวกับความปรารถนาของตนเองที่เปลี่ยนแปลงไป
จุดกำเนิดของ Little Death ที่บอกเล่าผ่านแฟรนไชส์ Camp Miasma เล่าลือกันว่าเป็นจิตอาฆาตของเด็กในแคมป์ที่แตกต่างจากคนอื่นเพราะความลื่นไหลทางเพศของตัวเอง ทำให้เขาถูกรุมกลั่นแกล้งและจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่หลอกหลอนค่ายแห่งนี้ ซึ่งวิญญาณของ Little Death ไม่เคยไปไหน แต่ยังคงวนเวียนอยู่ในก้นบึ้งของทะเลสาบ เพื่อรอวันชำระแค้น
ดังนั้นแล้ว Little Death ไม่ต่างอะไรจากตัวแทนของคนข้ามเพศ ในฐานะสัตว์ประหลาดที่ควรปกปิด ความเป็นอื่น หรือสิ่งอันตรายต่อบรรทัดฐานสังคมที่ยึดติดกับระบบสองเพศ (Gender Binary) ซึ่งไม่เปิดรับความแตกต่างหลากหลาย
แต่ในขณะเดียวกัน Billy ผู้รับบทเป็นหญิงสาวเงียบขรึมที่ยืนหยัดอยู่รอดเป็นคนสุดท้ายของค่ายมิอัสมา กลับมีมุมมองต่อ Little Death ที่แตกต่างกันออกไป สำหรับเธอฆาตกรรายนี้คือภาพแฟนตาซีของตัวเธอเองที่สร้างขึ้นมาให้รู้สึกดีขึ้นกับการเข้าฉากเลิฟซีน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการถูกล่วงละเมิดทางเพศในกองถ่าย
การจินตนาการถึง Little Death ที่พร้อมละเลงเลือดจึงเปรียบเสมือนการทวงคืนความมีอิสระเหนือร่างกายของตนเอง (Bodily Autonomy) โดยในภาพยนตร์ได้แสดงออกผ่านความต้องการทางเพศของผู้หญิงและเควียร์ ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายของคนข้ามเพศที่จะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่
หากมองด้วยสูตรสำเร็จของหนังไล่เชือดที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะพบว่า Teenage Sex and Death at Camp Miasma พยายามจะลบเลือนภาพจำเดิมๆ ที่หญิงสาวผู้รอดชีวิตต้องประพฤติตัวอยู่ในครรลองของสังคมที่ดีงามด้วยการนำเสนอประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์ที่สุขสมและปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของเควียร์
เช่นเดียวกันกับฆาตรกรที่คอยไล่ล่าเอาชีวิตผู้คนในเรื่องก็ไม่ได้โอบอุ้มความเป็นชายสุดอันตรายแบบที่เห็นจากฆาตกรที่เป็นตำนานหนังโหดเรื่องต่างๆ เพราะ Little Death มีความลื่นไหลทางเพศที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่แค่การเป็นหญิงหรือชายเท่านั้น
ผลงานสยองขวัญเรื่องนี้ นอกจากผู้กำกับที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของคนข้ามเพศแล้ว ยังเต็มไปด้วยนักแสดงที่เป็นสมาชิกในชุมชน LGBTQIAN+ มากฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น Hannah Einbinder นักแสดงไบเซ็กชวลจากซีรีส์คอเมดี้ Hacks ตามด้วย Gillian Anderson หรือที่รู้จักกันจากบทสร้างชื่อของเธอในหมู่ผู้ชมเควียร์อย่าง Dana Scully ใน The X Files ซีรีส์ไซไฟขึ้นแท่นระดับตำนาน รวมถึงซีรีส์ Sex Education ซึ่งเธอได้เปิดเผยผ่านบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ The Australian ว่านิยามตัวเองภายใต้อัตลักษณ์แพนเซ็กชวล
ยังไม่พอ สมทบความเควียร์กันต่อให้สุดกับ Jack Haven นักแสดงทรานส์นอนไบนารี่ที่มากไปด้วยผลงานสยองขวัญหลากรสชาติ นับเป็นดาวรุ่งของวงการที่น่าจับตามองในขณะนี้
พิสูจน์ความคลั่งสุดเย้ายวนที่ตามหลอกหลอนชาวค่ายของ Teenage Sex and Death at Camp Miasma (2026) ได้ในโรงภาพยนตร์ 1 ตุลาคมนี้
| Year | |
| Directed | |
| Written | |
| Run Time | |
| Content Warning |
Resources:
- Men, Women, and Chainsaws: Gender in the Modern Horror Film โดย Carol J. Clover
- Corpses, Fools, and Monsters โดย Willow Maclay และ Caden Mark Gardner
- https://www.artandpopularculture.com/The_little_death