ชีวิตคนเราจำเป็นต้องหนักหน่วงตลอดเวลาจริงรึเปล่า? นี่คือคำถามที่ Claud ศิลปิน นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์วัย 27 ปี จาก Brooklyn เผชิญหน้าและตั้งคำถามมาโดยตลอด แต่มันเป็นการต่อสู้เชิงปรัชญาการใช้ชีวิตครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้มุมมองและทิศทางชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในผลงานอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 อย่าง Me and the Music ภายใต้สังกัด Dead Oceans บรรจุไว้ด้วย 10 บทเพลงที่งดงามและเปี่ยมด้วยมิติ โดย Claud ได้ค้นพบคำตอบอย่างสง่างามว่า แม้โลกใบนี้จะเต็มไปด้วยเรื่องราวอันหนักหน่วง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหาความสนุกให้กับชีวิตไม่ได้เลย
นอกจากนี้แล้ว Me and the Music ถือเป็นอัลบั้มเต็มในรอบ 3 ปี ต่อจากผลงานสร้างชื่ออย่าง Supermodels ในปี 2023 แม้ว่าผลงานชุดนี้ยังคงอยู่ในจักรวาลดนตรีตามแบบฉบับของ Claud แต่ในแง่อารมณ์และความรู้สึก กลับเป็นการหันหลังให้ความเศร้าอย่างชัดเจน
“ฉันแค่เบื่อกับการต้องจริงจังกับทุกเรื่องในชีวิต Supermodels มันเป็นอัลบั้มที่จริงจังมาก และฉันก็จมปลักอยู่กับความรู้สึกแบบนั้นมานานเกินไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นมากมายในประเทศนี้ แต่มันกลับทำให้ฉันสนิทและใกล้ชิดกับผู้คนรอบข้างมากยิ่งขึ้น โลกแสดงให้ฉันเห็นว่าแม้สิ่งแย่ที่สุดจะเกิดขึ้น แต่มันก็อาจนำพาคุณให้ใกล้ชิดกับชุมชนของคุณมากขึ้น มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างการใช้ชีวิตอย่างจริงใจกับการมองชีวิตจริงจังจนเกินไป”
อัลบั้มสองชุดแรกอย่าง Super Monster (2021) และ Supermodels ได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจาก “ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนเพียงครั้งเดียว” ซึ่งในระหว่างการทำอัลบั้มใหม่ Claud ก็ตระหนักได้ว่าความสัมพันธ์นั้น “จริงๆ แล้วไม่ได้มีค่าอะไรเลย” การค้นพบความจริงนี้เปลี่ยนทุกอย่าง เพลงไตเติลแทร็ก Me and the Music ที่แต่งขึ้นร่วมกับ Hank Heaven และ Annie DiRusso ณ Electric Lady Studios มีท่อนร้องที่เด็ดขาดว่า “นี่จะเป็นเพลงสุดท้ายที่ฉันยอมให้คุณมาทำลาย” และพวกเขาก็หมายความตามนั้นจริงๆ การปลดล็อกครั้งนี้ทำให้ Claud รู้สึกหลุดพ้นจากพันธนาการ จนสามารถเขียนเพลงกว่า 90% ของอัลบั้มขึ้นมาใหม่ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี
ในด้านงานโปรดักชัน Me and the Music เป็นผลงานการคุมงานร่วมกันระหว่าง Claud และ John Congleton โปรดิวเซอร์ระดับรางวัลที่เคยฝากผลงานไว้กับ Alvvays และ St. Vincent การทำงานครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Claud มีความมั่นใจในฐานะโปรดิวเซอร์เต็มตัว ซึ่งจุดประกายมาจาก Jack Antonoff เมนเทอร์ผู้ดึง Claud เข้าสู่ค่ายแต่งเพลงของเขา โดย Jack Antonoff เคยกล่าวกับ Claud ไว้ว่า “การเป็นโปรดิวเซอร์คือการมีความคิด การคัดสรรซาวด์ และการบอกผู้คนว่าคุณต้องการอะไร” คำพูดนี้ทำให้ Claud ตระหนักว่าตนเองทำหน้าที่ Executive Producer มาตลอดตั้งแต่สองอัลบั้มแรก (รวมถึงงานโปรดิวซ์เพลงไวรัลให้ Romy Mars อย่างเพลง “A-Lister”)
นอกจากนี้ อัลบั้มยังได้ Dan Nigro โปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Olivia Rodrigo และ Chappell Roan มาร่วมแต่งเพลง “The Legend” ซึ่งเป็นเพลงที่เล่าถึงความรักอันซับซ้อนของการรักใครสักคนที่ไม่อยากเปิดเผยตัวตนร่วมกับคุณในที่สาธารณะ
อัลบั้มเปิดตัวด้วยแทร็กอย่าง “Gay Witchcraft” ที่พูดถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่เสมือนปาฏิหาริย์และการก้าวผ่านความยากลำบาก ชื่อเพลงนำมาจากหนังสือที่ Claud และเพื่อนๆ มักนำมาพูดเล่นกันอยู่เสมอ แต่กลับกลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาในเวลาต่อมา
“ในช่วงที่เขียนเพลงนี้ ฉันเริ่มตระหนักว่าความรักมีความสำคัญต่อชีวิตมากแค่ไหน โดยเฉพาะความรักครั้งนี้ จนฉันคิดกับตัวเองว่า ‘ฉันต้องเปิดหนังสือ Gay Witchcraft เล่มนี้จริงๆ ไหมเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้รอด? ฉันยอมทำถึงขนาดเปลี่ยนเรื่องโจ๊กให้กลายเป็นเรื่องจริงเลยล่ะ'”
ซิงเกิลหลักอย่าง “She Doesn’t Love Me” ถือเป็นหัวใจสำคัญของอัลบั้ม ที่นำเสนอประเด็นการเป็น LGBTQIAN+ และ Transgender ในสหรัฐอเมริกายุคปัจจุบัน ผ่านดนตรีที่มีจังหวะขับเคลื่อนและบีบหัวใจ แต่ยังชวนให้ยกแก้วขึ้นดื่มเพื่อลืมความทุกข์ Claud เปรียบเปรยประเทศอเมริกาเป็นเหมือนแฟนสาวที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic Girlfriend) โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่เขารักไม่ใช่ตัวประเทศ แต่คือผู้คนและชุมชนที่อยู่รอบตัว
ในส่วนของมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ ยังได้เพื่อนๆ สมาชิกจากวง Shelly อย่าง Clairo และ Josh Mehling รวมถึงศิลปินอินดี้ชื่อดังอย่าง Samia, Annie DiRusso, Hank Heaven, Josie Strick, Sammy Steiner, Harrison Allen และ Camille Johnson มาร่วมปรากฏตัวในฉากสุดท้าย ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของมิตรภาพที่ Claud มีมาโดยตลอด ทั้งจากการทำวง Shelly ร่วมกับ Clairo, Noa Getzug และ Josh Mehling ที่เคยส่งเพลง “Steeeam” คว้าดิสก์ทองคำมาแล้ว
รวมไปถึงเพลง “I Owe You” เพลงแนว Dream-pop ที่อบอุ่นและสว่างไสวที่สุดในอัลบั้ม Claud นิยามเพลงนี้ว่าเป็นความรู้สึกที่อยากจะตอบแทนคู่ชีวิตให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้ของอัลบั้ม Me and the Music ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือการค่อยๆ ใช้ชีวิตไปทีละวัน ชื่นชมสิ่งที่อยู่รอบตัว และโอบรับความงดงามเมื่อมันเดินทางมาถึง เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตอาจไม่ได้หนักหนาอย่างที่เราคิดเสมอไป