คำสรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวกันในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้สำคัญอะไร หรือไม่ได้มีอิทธิพลในชีวิตจริงขนาดนั้น แต่บนโลกที่สังคมถูกล้อมกรอบด้วยระบบเพศทวิลักษณ์มาอย่างยาวนาน ภาษาเป็นทั้งเครื่องมือที่ช่วยสร้างความเข้าใจและเป็นอาวุธที่คอยทำร้ายตัวตนของคนหลายกลุ่มโดยที่เราอาจจะไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ
การตั้งคำถามและการเลือกใช้คำที่เป็นกลางทางเพศ ถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย ไม่ใช่บุคคลตรงเพศ และไม่ได้อยู่ในกรอบเพศสองระบบในสังคม เช่น Non-binary, คนที่เลือกใช้คำสรรพนามไม่ระบุเพศ ไปจนถึงคนข้ามเพศ กลุ่มคนเหล่านี้ต้องเผชิญกับการใช้คำสรรพนามไม่ตรงกับตัวตนในชีวิตประจำวันของพวกเขา ดังนั้นแล้ว การใส่ใจเรื่องภาษาจึงไม่ใช่เรื่องที่เล็กน้อยจนเกินไป แต่เป็นตัวตัดสินว่าผู้คนที่มีความหลากหลายจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อก้าวออกไปใช้ชีวิตในสังคมหรือไม่
ในสถานการณ์ที่อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อกลุ่ม LGBTQIAN+ โดยเฉพาะต่อคนข้ามเพศกำลังเพิ่มสูงขึ้น การใส่ใจในการเลือกใช้ถ้อยคำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งนี้อาจเป็นตัวตัดสินว่ากลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศลื่นไหลจะรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในชุมชนของเราหรือในสังคมโลกหรือไม่
International Pronouns Day
วันพุธของสัปดาห์ที่สามในเดือนตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวัน International Pronouns Day หรือวันเคารพการใช้สรรพนามสากล ซึ่งตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2018 โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้การเลือกใช้คำสรรพนาม การให้ความรู้เกี่ยวกับ personal pronouns กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องของมารยาทพื้นฐาน และความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนอย่างเท่าเทียม
สำหรับคนข้ามเพศ, Non-binary, Gender Non-conforming และคนที่เลือกใช้สรรพนามอื่นๆ แล้วถูกเรียกด้วยสรรพนามที่ไม่ถูกต้องหรือการ misgender นั้น ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจได้โดยตรง เพราะมันคือการปฏิเสธตัวตนและลดทอนคุณค่าของพวกเขาโดยตรง ในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลกได้มีการกำหนดนโยบายอย่างชัดเจนว่า การเจตนาใช้สรรพนามผิดอย่างซ้ำๆ อาจถูกพิจารณาว่าเป็นหลักฐานของการคุกคามเพื่อการเลือกปฏิบัติ หรือการสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษในสถานที่ทำงานและสถานศึกษาได้
Pronouns คืออะไร?
หลายคนอาจจะเคยเห็นอยู่บ่อยครั้งบนโลกออนไลน์อย่างใน Zoom หรือ Instagram ที่มีหลายๆ คนวงเล็บสรรพนามของพวกเขาเอาไว้ นอกจากคำที่คุ้นเคยกันก็อาจจะเคยเห็นคำที่มีความแปลกตาอยู่บ้าง นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่พวกเราอยากชวนทุกคนให้มาทำความเข้าใจกันมากขึ้นว่า pronouns คืออะไรกันแน่
Pronouns หรือ สรรพนาม คือ คำที่ใช้เรียกตัวเองและคนอื่น และเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ เนื่องจากสรรพนามบางคำมีการระบุเพศ (เช่น she/her, he/his เป็นต้น) จึงมีความสำคัญที่เราจะต้องใช้สรรพนามอย่างตั้งใจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและโอบรับทุกคนให้มากที่สุด เพราะไม่ใช่ทุกคนในสังคมที่จะนิยามตนเองภายใต้กรอบเพศที่แบ่งแยกออกเป็นเพียงแค่ชายหรือหญิง
คำถามสำคัญคือ gender-neutral pronouns หรือคำสรรพนามที่ไม่ระบุเพศคืออะไรกันแน่ คำเหล่านี้คือสรรพนามที่ถูกนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินหรือคาดเดาเพศสภาพของบุคคล ตัวอย่างที่คุ้นเคยกันดีในภาษาอังกฤษคือการใช้ “they/them” ในรูปเอกพจน์ นอกจากนี้ยังมี neopronouns หรือคำสรรพนามยุคใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนตัวตนเฉพาะบุคคล เช่น “ze/zir”, “xe/xem” หรือ “hir”

Neopronouns คืออะไร
Neopronouns เป็นสรรพนามที่อาจจะไม่คุ้นหูกันสักเท่าไหร่ แต่เป็นคำสรรพนามที่มีความเป็นกลางทางเพศที่สะท้อนถึงตัวตนของแต่ละบุคคล เช่น Ey/Em/Eir, Fae/Faer/Faers, Xe/Xir/Xirs, Xe/Xem/Xyrs, Ze/Hir/Hirs และ Ze/Zir/Zirs
ตามรายงานของ The Trevor Project เมื่อปี 2020 ได้มีการสำรวจเกี่ยวกับการใช้ neopronouns ในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการใช้ neopronouns ในกลุ่มเยาวชนจำนวน 4% และกลุ่มผู้ใหญ่ 2% (อ่านเกี่ยวกับ neopronouns ได้ที่ carrd และการผันสรรพนามในกลุ่ม neopronouns ได้ที่ HRC)
ทั้งนี้ การใช้ neopronouns ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หากแต่ได้รับการบันทึกเอาไว้ในช่วงศตวรรษที่ 12 เช่น he และ heo โดยมีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นคำว่า she ที่ใช้สำหรับแทนเพศหญิง
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ช่วงปี 1934-1961 พจนานุกรม Merriam-Webster Unabridged Dictionary ได้ยอมรับคำสรรพนามที่บ่งบอกเพศอย่าง “thon” ซึ่งเป็นการหดคำจากวลี “that one” ซึ่งคิดขึ้นโดย Charles Crozat Converse ในปี 1858 รวมไปถึงชุมชนออนไลน์ยุคแรกๆ อย่างแพล็ตฟอร์ม LambdaMOO โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990 ได้อนุญาตให้ผู้ใช้งานเลือกคำสรรพนามที่เป็นกลางทางเพศบนโลกออนไลน์อย่าง E/Em/Eir ที่เรียกว่า Spivak pronouns ตั้งชื่อตามนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันอย่าง Michael Spivak ที่มีการใช้คำสรรพนามไม่ระบุเพศดังกล่าวในผลงานเขียนชื่อ The Joy of TEX ตีพิมพ์ในปี 1982
หลายคนอาจคิดว่าคำสรรพนามที่มีความเป็นกลางทางเพศเป็นกระแสใหม่ในโลกอินเทอร์เน็ต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประวัติศาสตร์การถกเถียงเรื่องสรรพนามประเภทนี้มีมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ตั้งแต่ช่วงปี 1789 ที่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มนำคำว่า “they” มาใช้เพื่อละการระบุเพศ หรือการคิดค้นคำว่า “thon” ในปี 1858 จนได้บรรจุลงในพจนานุกรมชื่อดังในเวลาต่อมา ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์พยายามหาถ้อยคำที่โอบรับทุกคนมาโดยตลอด
ตัวอย่างของคำสรรพนาม:
- She/Her
- He/Him
- They/Them
- Neopronouns เช่น Ey/Em/Eir, Fae/Faer/Faers, Xe/Xir/Xirs, Xe/Xem/Xyrs และ Ze/Hir/Hirs และ Ze/Zir/Zirs
หลายคนอาจจะใช้สรรพนามหลายชุดรวมกัน เช่น she/they, he/she, they/fae เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตลอดเวลา หรือเลือกใช้ในบางสถานการณ์ อาจจะเพราะว่าผู้ใช้คำสรรพนามเหล่านั้นรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศของตนในบริบทเฉพาะด้วย
จำเป็นต้องประกาศคำสรรพนามของตัวเองให้ทุกคนรู้ไหม
คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยคือ “เราจำเป็นต้องประกาศสรรพนามของตัวเองให้ทุกคนรู้จริงไหม” คำตอบคือ ไม่จำเป็นเลย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือก บางคนอาจสะดวกใจให้เรียกแค่ชื่อ หรือบางคนอาจมีชุดสรรพนามที่แตกต่างกันไปตามบริบท
อย่างไรก็ตาม การที่เราเริ่มต้นแบ่งปันสรรพนามของตัวเองก่อน ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดประตูและสร้างวัฒนธรรมที่ปลอดภัย ช่วยทำลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าเราสามารถเดาเพศสภาพของคนอื่นได้จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการบอกสรรพนามของตัวเอง ก็คือการเปิดใจรับฟังและเคารพสรรพนามที่ผู้อื่นใช้นั่นเอง
ทำไมการเลือกใช้คำสรรพนามให้ถูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การเลือกใช้สรรพนามที่ถูกต้องสำหรับใครสักคนนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการแสดงออกถึงตัวตนของพวกเขา ถึงแม้ในโครงสร้างภาษาไทยจะไม่มีการใช้คำสรรพนามแทนตัวผู้อื่นในการสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนที่เห็นในภาษาต่างประเทศ แต่การตระหนักรู้เรื่องการใช้คำสรรพนามให้ถูกเป็นการแสดงถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
หากเป็นโลกออนไลน์ เราจะทราบว่าคนๆ นั้นมีสรรพนามแทนตัวเองได้ค่อนข้างง่าย เพราะทุกวันนี้มีฟังก์ชั่นสำหรับใส่วงเล็บว่าตัวเองใช้ pronouns แต่ถ้าเป็นการพบปะในชีวิตจริง บางคนก็อาจจะเลือกใช้การติดเข็มกลัดตราสัญลักษณ์ที่บ่งบอกคำสรรพนามคนตนเองให้เป็นที่รับรู้ต่อผู้พบเห็น หรือการรู้ถึงสรรพนามแทนตัวของผู้คนอย่างง่ายที่สุดที่สามารถทำได้ คือ การสอบถามโดยตรงกับเจ้าตัว เพื่อแสดงความเป็นมิตรและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่มีความหมายกับบุคคลนั้นๆ
การกล่าวถึงบุคคลนั้นๆ ด้วยคำสรรพนามที่ไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้คู่สนทนารู้สึกไม่ดีจากการถูกละเลยตัวตนที่เขาเป็น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าการใช้สรรพนามที่ถูกจะเป็นวิธีที่ดีในการให้ความเคารพอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เว้นแต่ว่า เขาจะขอให้ไม่ใช้สรรพนามนั้นๆ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น เพื่อความปลอดภัยในบางพื้นที่ที่ไม่ยอมรับความหลากหลาย หรือเพื่อความเป็นส่วนตัวของพวกเขา
แต่อย่าได้กังวลจนเกินไป เพราะทุกคนสามารถผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ถ้าเกิดใช้สรรพนามผิด ควรรีบขอโทษ และแก้ไขสรรพนามให้เขาด้วย เพื่อให้คนอื่นๆ ใช้สรรพนามที่ถูกต้องกับบุคคลนั้นต่อได้เรื่อยๆ แต่สิ่งสำคัญเลยก็คือ ไม่จำเป็นจะต้องไปทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ แค่ขอโทษเมื่อพูดผิดแล้วก็เปลี่ยนไปใช้คำที่ถูกต้อง ก็จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับคนที่เราได้พบเจอกันแล้ว
การเปิดกว้างเรื่องสรรพนามไม่ใช่เรื่องของการจับผิดไวยากรณ์ หรือการพยายามทำตัวเป็นคนดีกว่าคนอื่นในสังคม แต่มันคือเรื่องของมารยาทพื้นฐานในการอยู่ร่วมกัน การที่เราเผลอพูดผิดเพราะความเคยชินไม่ใช่เรื่องบาปร้ายแรง ตราบใดที่เราไม่ได้มีเจตนาคุกคามหรือเหยียดหยาม สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การกลัวว่าจะพูดผิด จนไม่กล้าสื่อสารอะไรเลย แต่คือการพร้อมที่จะรับฟัง ขอโทษเมื่อผิดพลาด และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในครั้งต่อไป เพื่อให้ทุกคนในสังคมมีพื้นที่ของตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ
สุดท้ายแล้ว การเคารพสรรพนามอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย และอาจไม่ได้แก้ปัญหาความรุนแรงหรือการเลือกปฏิบัติได้ทั้งหมดในทันที แต่มันคือสะพานเชื่อมมิตรภาพที่ยื่นออกไปพร้อมกับข้อความที่ส่งถึงคนตรงหน้าว่า “เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มองเห็นและเคารพตัวตนของคุณ”
การเริ่มต้นเปลี่ยนมุมมองและให้เกียรติซึ่งกันและกันผ่านถ้อยคำในวันนี้ คือก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างโลกที่ทุกคน ไม่ว่าจะมีความหลากหลายแบบใด ได้รับการยอมรับและเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรีในแบบที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง

Resources:
- https://www.mypronouns.org/
- https://pronouns.org/day
- https://lgbtqia.ucdavis.edu/educated/pronouns-inclusive-language
- https://thehoya.com/opinion/opinion-top/viewpoint-value-nonbinary-experiences/
- https://medium.com/@kazweida/your-guide-to-inclusive-language-around-the-world-22dc1b2cb221