ประวัติศาสตร์ และการขับเคลื่อนสิทธิของบุคคล Intersex จากอดีตสู่ปัจจุบัน

| |

เมื่อพูดถึงเรื่องราวของเพศสภาพ นอกเหนือจากอัตลักษณ์ของ Transgender หรือคนข้ามเพศ อีกหนึ่งความหลากหลายที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาตั้งแต่อดีต ได้แก่ บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) แม้ว่าอินเตอร์เซ็กซ์จะเป็นอัตลักษณ์ที่อยู่มาอย่างยาวนานก็ตาม แต่ความเข้าใจของสังคมต่อพวกเขาเหล่านี้กลับถูกตีกรอบเอาไว้ผ่านคติความเชื่อและการจัดระเบียบทางการแพทย์ที่ผูกโยงกับระบบเพศแบบทวิลักษณ์ (Gender Binary) ที่ทำให้อัตลักษณ์ของพวกเขาถูกลบเลือนไป จนกระทั่งก้าวสู่ยุคปัจจุบันที่ประเด็นของสิทธิมนุษยชนสากลเรียกร้องและต่อสู้เพื่อสิทธิในร่างกายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์

Intersex คำนิยามที่ไม่ได้แบ่งแยกเพศเป็นสองขั้ว

Intersex คือ ร่มคำ (Umbrella Term) ที่ใช้เรียกลักษณะเฉพาะทางกายวิภาคของระบบสืบพันธุ์หรือเพศของคนที่มีลักษณะทางชีววิทยาไม่ชัดเจน มีความแตกต่างของโครโมโซมเพศ อวัยวะสืบพันธุ์ ต่อมเพศ หรือในระดับฮอร์โมนเพศ เช่น คนที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บางคนอาจจะมีลักษณะที่เข้าข่ายทั้งสองเพศ หรือไม่เข้าข่ายเพศใดเลย 

ทั้งนี้ ลักษณะเหล่านั้นสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือ ไม่สามารถตรวจพบได้จนกว่าจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์

ปัจจุบันมีการค้นพบภาวะอินเตอร์เซ็กซ์มากกว่า 40 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะต่อมหมวกไตโตแต่กำเนิด (Congenital Adrenal Hyperplasia: CAH) ซึ่งทารกที่มีโครโมโซม XX ได้รับฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงในครรภ์จนทำให้มีอวัยวะเพศภายนอกกึ่งชายกึ่งหญิง, ภาวะไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen Insensitivity Syndrome: AIS), กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter Syndrome – XXY), กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner Syndrome – XO), รวมถึงภาวะโครโมโซมแบบผสม (Mosaicism) สถิติจากสมาคมอินเตอร์เซ็กซ์แห่งอเมริกาเหนือ (ISNA) และนักวิจัยชี้ว่า ประมาณ 1 ใน 100 ถึง 1 ใน 2,000 ของการเกิดมักมีทารกที่มาพร้อมกับร่างกายที่แตกต่างไปจากมาตรฐานชาย-หญิงทั่วไป

ซึ่งคำศัพท์ที่ใช้เรียกบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในแต่ละช่วงนั้นก็แตกต่างกัน จนกระทั่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการบัญญัติศัพท์ “Intersexuality” ขึ้นมา และมีการใช้คำนี้ในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์มาอย่างยาวนาน บ้างมีการอ้างอิงว่าเกิดขึ้นและใช้ครั้งแรกในปี 1917 โดยนักชีววิทยาชาวเยอรมันชื่อ Richard Goldschmidt ในบทความวิชาการชื่อ “Intersexuality and the Endocrine Aspect of Sex” ตีพิมพ์ในวารสาร Endocrinology (เล่มที่ 1 ฉบับที่ 4 หน้า 433–456) เพื่อใช้อธิบายภาวะที่มีลักษณะทางเพศที่แตกต่างจากทั้งชายและหญิงอย่างชัดเจน ผ่านการศึกษาจากการทดลองผสมพันธุ์ผีเสื้อยิปซี และพบว่ามีลักษณะทางเพศที่อยู่ระหว่างกลาง (ไม่เป็นเพศผู้หรือเพศเมีย) และเขาได้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ในเชิงพันธุศาสตร์

ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ถึง 1990s ทางการแพทย์มีการใช้คำว่า Intersex มากขึ้น และเป็นเหมือนคำพ้องความหมายกับคำว่า Hermaphrodite ซึ่งในทางชีววิทยา หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีอวัยวะสืบพันธุ์หรือเซลล์สืบพันธุ์ของทั้งเพศผู้และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน โดยมีรากศัพท์มาจากชื่อเฮอร์มาโฟรไดตัส (Hermaphroditus) บุตรของเฮอร์มีสและอะโฟรไดทิที่มีทั้งสองเพศในคนๆ เดียวกัน

แต่การปฏิบัติทางการแพทย์นั้น ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้สำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในการตัดสินใจเหนือร่างกายตนเองแต่อย่างใด หากมุ่งเน้นที่การซ่อมแซมเพศ (Sex-Normalizing Surgery) หรือการผ่าตัดแก้ไขสรีระเพศให้เป็น “ชาย” หรือ “หญิง” ตั้งแต่ทารก เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบเพศในสังคมที่มีแค่เพศชายและหญิง 

จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1990 นักกิจกรรมเริ่มนำคำว่า ‘Intersex’ กลับมาใช้ โดยที่นิยามว่าเป็นคำที่โอบรับสำหรับบุคคลที่มีความแตกต่างของลักษณะทางเพศ (Sex Traits or Reproductive Anatomy) โดยปฏิเสธแนวคิดที่ว่าร่างกายของพวกเขาผิดปกติ

Intersex - Canva

Intersex ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถูกซ่อมแซมจนคนหลงลืม

Elizabeth Reis ผู้เขียนหนังสือ “Bodies in Doubt: An American History of Intersex” หนังสือที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ทางการแพทย์สำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์นับตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน ในหนังสือเล่มนี้มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับมาตรฐานการดูแลรักษาในอดีตที่เปิดเผยว่า ในช่วงต้นของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้มีการผ่าตัดเพื่อแก้ไขอวัยวะเพศแต่อย่างใด ทำให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่กับร่างกายที่ตนเกิดมาในเพศใดก็ตามที่เหมาะสมกับตนมากที่สุด แม้ว่าจะมีความกังวลว่าความแตกต่างของตนจะถูกเปิดเผย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาข้ามเส้นแบ่งทางเพศที่อยู่เหนือบรรทัดฐานของสังคม

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 19 แพทย์เริ่มทำการผ่าตัดให้กับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เพื่อให้อวัยวะเพศตรงกับเพศที่พวกเขาระบุ และแพทย์เองก็ส่งเสริมวิถีรักต่างเพศ โดยหวังว่าจะรับประกัน

ว่าผู้ที่มีความไม่แน่ใจในเพศของตนจะไม่ไปจับคู่กับผู้ที่มีเพศ “ไม่ถูกต้อง” โดยบุคลากรทางการแพทย์มักประกาศว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จเมื่อผู้เข้ารับบริการทางแพทย์เข้าสู่พิธีวิวาห์ ซึ่งเป็นสัญญาณของความสำเร็จในความสัมพันธ์แบบต่างเพศ 

Elizabeth Reis ยังได้อธิบายในหนังสือฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สองเอาไว้ว่า แพทย์เองก็ยังคงเสนอการซ่อมแซมอวัยวะเพศให้กับเด็ก เพราะเข้าใจผิดว่าการแก้ไขร่างกายจะนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น แม้ว่าผู้ใหญ่อินเตอร์เซ็กซ์จำนวนนับไม่ถ้วนจะแสดงความปรารถนาว่าพวกเขาไม่ต้องการให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาแทรกแซงร่างกายของตนเองตั้งแต่แรก

นอกจากนี้แล้ว Elizabeth Reis เองก็ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ เพราะความพยายามในการแก้ไขอวัยวะเพศของเด็กเหล่านี้ ที่กล่าวอ้างว่ากระทำลงไปด้วยเจตนาดีนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิของพวกเขาในการพัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง

“เหตุผลหนึ่งที่ผู้คนไม่คุ้นเคยกับเรื่องอินเตอร์เซ็กซ์ก็เพราะแพทย์มักทำการผ่าตัดเพื่อ ‘แก้ไขลักษณะทางเพศ’ ของผู้ที่มีภาวะนี้ ซึ่งบ่อยครั้งเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนอวัยวะเพศ และในเชิงสังคมและวัฒนธรรมแล้ว เรามักไม่ค่อยเต็มใจที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเท่าไรนัก” Elizabeth Reis กล่าวกับ IFLScience 

“อีกเหตุผลหนึ่งเกี่ยวข้องกับแนวทางที่แพทย์แนะนำแก่ครอบครัวเมื่อมีทารกที่มีลักษณะทางเพศแบบอินเตอร์เซ็กซ์ถือกำเนิดขึ้น บ่อยครั้งที่ครอบครัวได้รับคำแนะนำไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้ และผู้ที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กซ์บางคนยังกล่าวว่า ความรู้สึกอับอายและการเก็บตัวตนของพวกเขาเป็นความลับตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์นั้น ส่งผลเลวร้ายพอๆ กัน หรืออาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าการรักษาทางการแพทย์ที่กระทำต่อร่างกายของพวกเขาเสียอีก” 

“ในอดีต ผู้ที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กซ์มักถูกเรียกว่า ‘เฮอร์มาโฟรไดต์’ (Hermaphrodites) ซึ่งเป็นคำเชิงลบที่ชวนให้นึกถึงสิ่งมีชีวิตในตำนานปรัมปรามากกว่าที่จะมองว่าเป็นมนุษย์” Elizabeth Reis กล่าว “ไม่เพียงแต่มีการเรียกผู้คนด้วยคำว่า ‘เฮอร์มาโฟรไดต์’ และเรียกภาวะของพวกเขาว่า ‘Hermaphroditic’ เท่านั้น แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากยังมีทัศนคติเชิงลบต่อผู้ที่มีลักษณะทางร่างกายแบบอินเตอร์เซ็กซ์อีกด้วย”

Intersex กับประเด็นสิทธิมนุษยชนและอคติทางสังคม

เหตุการณ์สำคัญของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นในช่วงปี 1993 ที่นักชีววิทยาสายเฟมินิสต์อย่าง Anne Fausto-Sterling ตีพิมพ์บทความเรื่อง “The Five Sexes: Why Male and Female Are Not Enough” ในวารสาร The Sciences บทความนี้ท้าทายระบบเพศสองขั้วอย่างรุนแรง โดยเสนอแบบจำลองเพศทางชีวภาพที่หลากหลาย การตีพิมพ์นี้ช่วยเผยแพร่ความเข้าใจเกี่ยวกับความซับซ้อนของเพศสภาพสู่สาธารณชนในวงกว้างมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน Bo Laurent (Cheryl Chase) นักกิจกรรมอินเตอร์เซ็กซ์ที่เคยถูกผ่าตัดในวัยเด็ก ได้ส่งจดหมายตอบกลับบทความนี้เพื่อประกาศการก่อตั้ง Intersex Society of North America: ISNA ในปีเดียวกัน เพื่อยุติความอับอาย การถูกทำให้เป็นความลับ และการผ่าตัดอวัยวะเพศที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์สำหรับทารก จนเกิดการผลักดันประเด็นเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม 1996 เมื่อ Intersex Society of North America ร่วมกับ Transsexual Menace รวมตัวกันประท้วงที่หน้าสถานที่จัดประชุมประจำปีของสมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (American Academy of Pediatrics: AAP) ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ พวกเขาแจกใบปลิวประณามการผ่าตัดอวัยวะเพศเด็กโดยปราศจากความยินยอม และเปิดเผยผลกระทบระยะยาวของการผ่าตัด

กระทั่งในปี 2003 เมื่อนักกิจกรรมอย่าง Betsy Driver และ Emi Koyama (1975 – มิถุนายน 2026) ได้จัดตั้งให้วันที่ 26 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันตระหนักรู้อินเตอร์เซ็กซ์สากล (Intersex Awareness Day) นั่นเอง

นอกจากนี้ กลุ่มนักกิจกรรมยังรวมตัวกันจัดกิจกรรมฟื้นฟูเยาวชน เช่น งานค่ายอินเตอร์เซ็กซ์ครั้งแรกในปี 1997 ซึ่งนำไปสู่การจัดทำสารคดี “Hermaphrodites Speak!” รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มเฉพาะพื้นที่ เช่น Houston Intersex Society ที่เก็บรักษาจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ต่างๆ ของชุมชนอินเตอร์เซ็กส์ 

ต่อมาในทศวรรษ 2020 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศรับรองวันตระหนักรู้อินเตอร์เซ็กซ์สากลอย่างเป็นทางการในปี 2021 และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้ประกาศพันธกิจต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ทั่วโลกในปี 2022

Hermaphrodites Speak! (1997)

ก้าวแห่งอนาคตเพื่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์

ประเทศแรกที่ออกกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์คือ ประเทศมอลตา ตั้งอยู่ทางยุโรปตอนใต้ ผ่านกฎหมาย Gender Identity, Gender Expression and Sex Characteristics Act ในปี 2015 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงทางการแพทย์ต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์โดยไม่ได้รับความยินยอม  โดยที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ทุกคนในมอลตาจะได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ สามารถเข้าถึงกระบวนการเปลี่ยนการกำหนดเพศ โดยมีรูปแบบการระบุตัวตนทั้งตามระบบเพศแบบทวิลักษณ์และ non-binary ให้เลือกใช้ ทั้งหมดนี้ ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่กำหนดให้การผ่าตัดดัดแปลงคุณลักษณะทางเพศเด็กโดย ปราศจากความยินยอมเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

นอกจากประเทศมอลตาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญแห่งโคลอมเบียได้วางแนวทางจำกัดอำนาจผู้ปกครองและแพทย์ในการยินยอมผ่าตัดเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ที่มีอายุเกิน 5 ขวบ จากคำพิพากษา SU-337/99 ส่งผลให้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติทางกฎหมายสำหรับการผ่าตัดรักษาเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ต่อ

สำหรับประเทศชิลี กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำสั่งกฤษฎีกาที่ 15 ในปี 2023 ห้ามการผ่าตัดหัตถการ หรือการรักษาทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นและปราศจากความยินยอมในทารก เด็ก และวัยรุ่นอินเตอร์เซ็กซ์

ประเทศเยอรมนีเองก็ได้มีการออกกฎหมายห้ามผ่าตัดในเด็กและวัยรุ่นที่มีความแตกต่างของพัฒนาการทางเพศ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตัวเอง และหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัดจะต้องมีผู้ให้คำปรึกษาที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับผู้คนอัตลักษณ์อินเตอร์เซ็กซ์เข้าร่วมการประเมิน แต่กฎหมายนี้เองก็ยังถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่องจากกลุ่ม Organisation Intersex International (OII) Germany, OII Europe และกลุ่ม Intergeschlechtliche Menschen เพราะหลังจากประกาศใช้กฎหมายห้ามดังกล่าวแล้ว ยังคงมีการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยผู้ปกครองบางส่วนหลีกเลี่ยงการระบุสถานะบุตรว่าเป็นบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ เพื่อใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมาย

ในฝั่งของภูมิภาคเอเชียนั้น รัฐทมิฬนาดู ประเทศอินเดีย ได้มีคำสั่งห้ามการผ่าตัดเลือกเพศในทารกอินเตอร์เซ็กซ์เมื่อปี 2019 และในปีเดียวกันนี้เอง ก็ได้มีการออกคำสั่งห้ามการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะทางเพศในทารกและเด็กภายในรัฐดังกล่าว ยกเว้นกรณีที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

สำหรับประเทศไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พรรคการเมือง ภาคประชาสังคม และ Thai Intersex Rights เอง ก็ได้มีการขับเคลื่อนสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ความร่วมมือกับสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยออนไลน์ผ่าน Thai Intersex Rights เพื่อให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ ในสังคม 

ในฝั่งของร่างกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพนั้น ขณะนี้มีทั้งหมด 4 ฉบับด้วยกัน (หมายรวมถึงร่างของรัฐบาล พรรคการเมือง และภาคประชาสังคม) โดยแยก “คุณลักษณะทางเพศ” ออกจากเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ และคุ้มครองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์โดยตรง มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ดังนี้

  • นิยาม: คุณลักษณะทางเพศหมายถึงลักษณะทางกายภาพและชีวภาพ เช่น อวัยวะเพศ โครโมโซม ฮอร์โมน ส่วนบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์คือผู้ที่มีลักษณะไม่อาจจัดเป็นชายหรือหญิงได้ชัดเจน
  • สูติบัตร: ระบุเพศทารกว่า “อินเตอร์เซ็กซ์” ได้ เพื่อไม่ให้ผู้ปกครองถูกเร่งให้เลือกเพศ และให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์แจ้งเปลี่ยนอัตลักษณ์ตนเองเมื่อพร้อม
  • บูรณภาพทางร่างกาย: ห้ามผ่าตัดหรือแทรกแซงอวัยวะเพศโดยไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าตัว ยกเว้นกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาชีวิตหรือป้องกันอันตรายร้ายแรง สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องได้รับความยินยอมร่วมกันของเด็กและผู้แทนโดยชอบธรรม หากเห็นต่างให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาโดยยึดประโยชน์สูงสุดของเด็ก
  • โทษอาญา: ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับ 10,000–200,000 บาท
  • สิทธิด้านสุขภาพและทะเบียน: เข้าถึงบริการสุขภาวะทางเพศผ่านสวัสดิการของรัฐ และขอแก้ไขข้อมูลทะเบียนและคำนำหน้านามได้

สำหรับความร่วมมือกับสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ได้มีการพัฒนาหลักสูตรและคู่มือมาตรฐานการให้บริการส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อพัฒนาความเข้าใจของบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้แล้วยังบรรจุ “I” (Intersex) ในคู่มือและหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศและทักษะชีวิต เปลี่ยนมุมมองจาก “ความผิดปกติ” เป็น “ความหลากหลายตามธรรมชาติ”

ภาคประชาสังคมร่วมกับหน่วยงานรัฐเองก็ช่วยผลักดันสิทธิสถานะบุคคลและบริการสุขภาพที่ปลอดภัยและไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งยังมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาบุคลากรในหน่วยบริการส่งเสริมสุขภาพต้นแบบสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศจัดโดยสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัยด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญเลยก็คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยออนไลน์เองก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ผู้คนเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ Thai Intersex Rights ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐาน ไปจนถึงการให้ข้อมูลที่ครอบคลุมการรับบริการทางการแพทย์ สิทธิเหนือร่างกายและพื้นที่ส่วนตัว การรับรู้คุณลักษณะทางเพศของตนเอง สร้างกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน และให้คำปรึกษาเพื่อมุ่งเน้นลดความกังวลใจแก่ผู้ปกครองของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ในประเทศไทย

มติ UN 55/14 ก้าวสำคัญสู่การคุ้มครองสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์

Intersex - UN 55_14

หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในระดับสากล คือ “การแทรกแซงทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็น” ซึ่งมักเกิดขึ้นกับเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ นั่นก็คือการผ่าตัดหรือการรักษาทางการแพทย์บางประเภทถูกกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างสมบูรณ์ (หรือทำโดยที่เด็กยังไม่มีความพร้อมที่จะตัดสินใจ) ซึ่งอาจไม่สามารถแก้ไขย้อนกลับได้ นำไปสู่ผลกระทบต่อร่างกายภายนอกและสร้างบาดแผลทางจิตใจ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล แต่มีจุดเริ่มต้นมาจากความเข้าใจผิด การตีตรา การเหมารวม และการขาดข้อมูลที่ถูกต้องในสังคม

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2024 คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้มีมติสำคัญ ฉบับที่ 55/14 ในหัวข้อ “การต่อต้านการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และแนวปฏิบัติที่เป็นอันตรายต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์” โดยมีข้อเสนอและแนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญที่ว่า

  1. การจัดทำรายงานระดับโลก: มติได้ร้องขอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) จัดทำรายงานเพื่อตรวจสอบกฎหมาย นโยบายที่เลือกปฏิบัติ รวมถึงรวบรวมแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการคุ้มครองและเยียวยาทางกฎหมาย
  2. การเปิดพื้นที่พูดคุยผ่านเวทีระดับนานาชาติ: กำหนดให้มีการจัดอภิปรายกลุ่มเพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาสังคม และองค์กรที่เป็นตัวแทนของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ หาทางออกร่วมกัน
  3. การสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ที่รากเหง้า: กระตุ้นให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ร่วมมือกันรณรงค์เพื่อลบล้างการตีตรา ความเข้าใจผิด และการเหมารวม พร้อมผลักดันให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เข้าถึงสิทธิในการมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีที่สุด

มติ UNHRC ดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับโลก จากเดิมที่มองว่าร่างกายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เป็น “สิ่งที่ต้องแก้ไขทางการแพทย์” ไปสู่การยอมรับว่าพวกเขาคือ “ผู้ทรงสิทธิ” ที่มีสิทธิอันชอบธรรมในสรีระ ร่างกาย และตัวตนของตนเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การคืนสิทธิในร่างกายและความเป็นมนุษย์ให้กับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ ไม่ใช่หน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์หรือนักกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่จะเลิกตัดสิน เลิกมองว่าใครแปลกแยก แล้วหันมารับฟังด้วยความเข้าใจ  เพราะหัวใจที่แท้จริงของการสร้างสังคมที่เท่าเทียม ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนเหมือนกัน แต่คือการมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวกันและกัน โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขเรื่องเพศมาขวางกั้น

Resources:

  • https://www.thansettakij.com/health-wellness/666375
  • https://www.ilaw.or.th/articles/20371
  • https://url.in.th/IkhRq 
  • https://url.in.th/aOdTk
  • https://www.facebook.com/BureauofHealthPromotion/posts/pfbid0Cq9qXbdXzJbXK5finzC8932pt2hayeMbnCKLj2dvBf9fDuAyQaQaTBEx9xX6oY3Vl
  • https://docs.un.org/en/a/hrc/res/55/14
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Intersex_human_rights
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Intersex_people_in_history
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Intersex_rights_in_Germany
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Intersex_rights_in_Malta
  • https://interactadvocates.org/intersex-resource-topics/intersex-movement-and-community-history/
  • https://isna.org/about/chase/
  • https://msmagazine.com/2021/07/15/intersex-people-children-history-bodies-in-doubt/
  • https://trail.pugetsound.edu/?p=15774
  • https://www.autostraddle.com/emi-koyama-in-memorium/
  • https://www.iflscience.com/people-with-intersex-traits-transcend-history-and-cultures-79545
  • https://www.intersexequality.com/trans-intersex-coalition-1996-now/
  • https://www.lizziereis.com/
  • https://www.open.edu/openlearncreate/mod/book/view.php?chapterid=25368&b=2609
  • https://www.reddit.com/r/AskHistorians/comments/1n91pjg/im_dr_elizabeth_reis_and_the_us_naval_academy/
Previous

Claud ปล่อยอัลบั้มใหม่ Me and the Music จากความเศร้าสู่การโอบรับความสุขอย่างเต็มเปี่ยม