ในภาวะที่ค่ายหนังต่างๆ ใช้กลยุทธ์โปรโมตภาพยนตร์ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างหนัก จนผู้ชมตั้งตารอคอยกันไม่หวาดไม่ไหว ภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องหนึ่งเริ่มเป็นกระแสในแพลตฟอร์มออนไลน์ จากนั้นจึงกลายเป็นไวรัลในไทยชั่วข้ามคืน สร้างความงุนงงให้กับชาวเน็ตไม่น้อย จริงอยู่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างภายใต้การกำกับดูแลของค่ายยักษ์ใหญ่ของวงการ แต่ไม่ใช่ภาพยนตร์กระแสหลักจากฝั่งฮอลลีวู้ด กลับเป็นภาพยนตร์จากประเทศอินเดียที่ในไทยแทบไม่ได้รับความนิยมหรือมีพื้นที่สื่อเท่าใดนัก และภาพยนตร์เรื่องนั้น คือ รามายณะ หรือ Ramayana: Rise of a Legend
และเพราะมันคือรามายณะ คนไทยที่คุ้นเคยและเติบโตมากับมหากาพย์ของดินแดนภารตะเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นรามเกียรติ์ ทั้งจากหนังสืออ่านนอกเวลา แบบเรียน การแสดงทางวัฒนธรรม หรือผลงานรูปแบยคนแสดง จึงให้ความสนใจอย่างท่วมท้น จนในที่สุดเมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย ผู้เขียนจึงตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปรับชมเวอร์ชั่น Director Cut ความยาว 3 ชั่วโมง 15 นาที
หนังไม่ได้เปิดเรื่องราวด้วยการถือกำเนิดของตัวเอกอย่างพระราม หากแต่เลือกจะเริ่มต้นเรื่องด้วยความเป็นมาของตัวร้ายอย่างราวณะ (ทศกัณฐ์) เราจึงได้เห็นสงครามระหว่างเหล่าเทพและอสุรา (ในวรรณคดีไทยมักจะแทนที่ด้วยคำว่ายักษ์หรือรากษส) โดยชัยชนะตกเป็นของเหล่าเทพ เหล่ายักษ์จึงต้องเร้นกายอยู่ในซอกหลืบของนครลังกา (ลงกา) ความเป็นอยู่นั้นยากแค้นเหลือแสน จนในที่สุดราวณะจึงได้บำเพ็ญเพียรภาวนาต่อพระพรหม เพื่อขอพรให้ตนเป็นอมตะ แต่แน่นอนว่าความเป็นอมตะนั้นมิอาจเป็นไปได้ ราวณะจึงขอพรให้ตนไม่ถูกสังหารโดยเทพ อสูร สัตว์เทพหรือสิ่งมีชีวิตวิเศษใดๆ ทั้งยังปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เมื่อพระพรหมเห็นแก่ที่ราวณะบำเพ็ญเพียรอย่างอุตสาหะจึงประทานพรให้ตามคำขอ โดยไม่ได้ปรึกษาพระนารายณ์อีกเช่นเคย
แน่นอนว่าเมื่อได้พรนี้มาแล้ว ราวณะจึงได้เป็นใหญ่ในเมืองลังกา สร้างความเดือดร้อนให้อาณาประชาราษฎ์ จนพระวิษณุต้องอวตารลงมาเกิดเป็นพระราม ส่วนหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อ ขอให้คุณผู้อ่านเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในโรงภาพยนตร์ดีกว่า
ตำนานรามเกียรติ์ฉบับใหม่ที่ไม่มีวันล้าสมัย
สำหรับคนที่คุ้นเคยกับรามเกียรติ์ ทั้งยังชื่นชอบซีรีส์อินเดียอยู่แล้วเป็นทุนเดิม การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับผู้เขียน ฉากต่างๆ ในหนังถ่ายทอดความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลังกาหรืออโยธยาออกมาได้อย่างน่าชื่นชม
สิ่งที่น่าสนใจคือตามปกติฉากในละครอินเดียที่คนไทยมีภาพจำมักจะมีลักษณะ ‘ลอยๆ’ หรือใช้ของประกอบฉากที่โดดเด่นเตะตา แทบไม่มีความแนบเนียนใดๆ เน้นความอลังการไว้ก่อน แต่ในมหากาพย์เรื่องนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีการเซ็ตฉากสุดตระการตาขึ้น รวมไปถึงการนำเทคโนโลยี CGI มาประกอบการเล่าเรื่องเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น ตัวละครที่ต้องอาศัย CGI ล้วนๆ อย่างสดายุ (ในหนังให้ชื่อว่าจดายุตามการออกเสียงจากภาษาต้นฉบับ) ก็ดูไม่ขัดตา สมจริงทั้งในฉากต่อสู้และฉากแสดงอารมณ์ทางสีหน้า
นอกจากฉากแล้ว การนำเสนอตัวละครก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ คนไทยทุกคนรู้จักพระราม พระลักษมณ์ (พระลักษมัณ) และนางสีดาเป็นอย่างดี ดังนั้นการที่ตัวละครทั้งสามจะถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้งในฉบับนี้จึงเป็นที่น่าสนใจว่าจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าอินเดียมีการรีเมครามายณะมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะฉบับโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีดารามที่เคยเข้าฉายในไทย หรือกระทั่งหนุมาน ที่เล่าเรื่องราวของรามายณะผ่านมุมมองของหนุมาน
สำหรับผู้เขียน ตัวละครเอกทั้งสามมีเคมีความเข้ากันได้กลมกล่อม พระรามในเวอร์ชั่นนี้เป็นคนดีที่หาได้ยาก ยึดถือคุณธรรมและเกียรติยศ แต่ก็มิได้สุดโต่งจนถึงขนาดยอมรับต่อความอยุติธรรมที่ตนหรือคนรอบข้างได้รับ ทุกความทุกข์ยากที่เกิดขึ้น ตัวรามเองไม่เคยคาดโทษคนที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ถูกเนรเทศออกจากเมือง พระรามก็ไม่นึกโกรธพระนางไกยเกยีหรือกระทั่งพระภรัต (พระพรต) ที่ได้ครองกรุงอโยธยาต่อจากท้าวทศรถ แม้แต่ยามที่นางสีดาถูกราวณะลักพาตัวไป พระรามก็ไม่เคยหันไปกล่าวโทษพระลักษมัณเลยแม้แต่น้อย
ฝ่ายตัวละครอย่างพระลักษมัณ เป็นคาแรคเตอร์ที่มีสีสันและ ‘ปากแจ๋ว’ พอตัว เป็นตัวละครที่สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมได้เป็นอย่างดี ตัวละครนี้ถูกวางให้เป็นน้องที่สนิทกับรามที่สุดตั้งแต่เด็ก ยามพระรามออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ใด ลักษมัณก็ขอตามไปด้วยทุกครั้ง เมื่อถูกเนรเทศ การที่เขาจะตามไปรับใช้ดูแลพี่ชายและพี่สะใภ้ในป่าจึงถือว่าสมเหตุสมผลอย่างมาก
ตัวละครเอกอีกตัวที่จะไม่กล่าวถึงคงไม่ได้ก็คือนางสีดา นางสีดาในเวอร์ชั่นนี้จัดว่ามีสีสันมากเมื่อเทียบกับนางสีดาในวรรณคดีไทยที่เราคุ้นเคย สีดาไม่เพียงแต่เป็นเจ้าหญิงผู้งดงามเลอโฉม แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความเก่งกาจในหลายๆ รูปแบบ แม้กระทั่งการใช้อาวุธก็ตาม
แรกทีเดียวตอนที่เป็นทีเซอร์หนัง ผู้เขียนยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมต้องใส่ให้สีดามีความเก่งกาจในเชิงอาวุธ จนกระทั่งเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป จึงเข้าใจว่าหากสีดาไม่มีความเก่งกาจด้านนี้ บทบาทของนางจะกลายเป็นตัวรองทันที คงไม่สามารถวิ่งหนีอสูรไปพร้อมกับพระรามพระลักษมณ์ได้แน่ๆ นับเป็นการนำเสนอตัวละครในแบบใหม่ที่สีดาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้หญิงที่รอคอยการช่วยเหลือ ไม่สามารถต่อสู้ยืนหยัดเพื่อตัวเอง (Damsel in distress) ในภาพจำแบบเดิมๆ
ตัวละครหลักตัวสุดท้ายที่จะขอกล่าวถือคือมหาวายร้ายอย่างราวณะ หรือทศกัณฐ์ จัดว่าเป็นตัวร้ายที่ดีในหนังฉบับนี้ ทั้งชั่วช้าได้ใจและก็เท่สุดใจในเวลาเดียวกัน ราวณะได้ทุกอย่างมาด้วยความมุมานะและการแก้แค้น ดังนั้นจึงถือว่าตัวละครตัวนี้มีความซับซ้อนและน่าสนใจ โดยเขาไม่ได้ชิงตัวนางสีดาเพราะความลุ่มหลง แต่เพราะต้องการแก้แค้นให้ศูรปนักขา (สำมนักขา) และเพื่อเอาชนะนารายณ์อวตารอย่างพระราม ภาพที่แสดงออกจึงไม่ได้มีลักษณะของนักล่าผู้กระทำความรุนแรงทางเพศ (Sexual Predator) แบบในภาพจำของวรรณคดีไทย
และสุดท้าย (แล้วจริงๆ) ตัวละครขวัญใจมหาชนที่เป็นภาพจำของรามเกียรติ์อย่างหนุมานก็มีบทบาทที่โดดเด่นไม่แพ้ตัวละครอื่นๆ แต่จะออกมาตอนไหนและเป็นที่น่าจดจำแบบใด ขอให้ตามไปรับชมในโรงภาพยนตร์กันดีกว่า
มหากาพย์รามายณะในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ปี 2026 ดำเนินเรื่องแตกต่างจากรามเกียรติ์ในวรรณคดีของไทยเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับแตกต่างเสียจนดูไม่รู้เรื่องเหมือนหนังคนละม้วน ยิ่งถ้าใครคุ้นเคยกับรามายณะหรือเคยดูซีรีส์ที่เกี่ยวข้องกับมหากาพย์เรื่องนี้มาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน เชื่อว่าก็ยังจะถูกใจฉบับนี้ และรอคอยภาคต่อไปออกฉายอย่างใจจดใจจ่อแน่นอน
Ramayana: Rise of a Legend รามายณะปฐมบทแห่งตำนาน เข้าฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์
| Year | |
| Directed | |
| Written | |
| Run Time | |
| Content Warning |