ท่ามกลางบรรยากาศแสนกร้าวกระด้างของนครลอสแอนเจลิส เมืองที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนสีสันดูซีดจางและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน Crime 101 เส้นทางปล้นโคตรระห่ำ กำลังจะพาผู้ชมไปสัมผัสกับเกมแมวไล่จับหนูที่เดิมพันด้วยชีวิต ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังปล้นทั่วไป แต่มันคือเรื่องราวของโจรขโมยอัญมณีผู้ลึกลับที่ก่อคดีสะเทือนขวัญต่อเนื่องตามแนวทางด่วนสาย Highway 101 จนทำให้กรมตำรวจต้องมืดแปดด้าน เมื่อเขาตัดสินใจเลือก “งานใหญ่ที่สุดในชีวิต” เพื่อหวังจะเกษียณตัวเองจากวงการ เส้นทางของเขากลับต้องไปบรรจบกับผู้คนที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล
Crime 101 ดัดแปลงมาจากนิยายขนาดสั้นในชื่อเดียวกันของ Don Winslow นักเขียนที่ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดโลกอาชญากรรมได้อย่างสมจริง โดยมี Bart Layton ผู้กำกับฝีมือฉกาจจาก American Animals และ The Imposter นั่งแท่นทั้งเขียนบทและกำกับ เขามีความหลงใหลในตัวละครที่พยายามขโมยชีวิตในแบบที่พวกเขาฝันอยากจะเป็น โดยใช้ลอสแอนเจลิสเป็นฉากหลังที่สะท้อนถึงการยึดติดกับสถานะและวัตถุ
“ผมรู้สึกว่าหลายตัวละครเหมือนติดอยู่ในความคิดแบบ ‘ฉันไม่มีวันรู้สึกดีกับตำแหน่งของตัวเองในโลกนี้ ถ้าฉันไม่มีสิ่งนี้'” Bart Layton กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเลือกฉากหลังเป็น LA เมืองที่ความกังวลเรื่องสถานะทางสังคมทำงานอยู่ตลอดเวลา
ความน่าสนใจของ Crime 101 คือการพยายามดึงเสน่ห์ของภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนยุคเก่ากลับมาอีกครั้ง โดย Bart Layton ผู้กำกับและผู้เขียนบท ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเลือกฉากหลังเป็นลอสแอนเจลิสไว้ว่า “ผมรู้สึกว่าหลายตัวละครเหมือนติดอยู่ในความคิดแบบ ‘ฉันไม่มีวันรู้สึกดีกับตำแหน่งของตัวเองในโลกนี้ ถ้าฉันไม่มีสิ่งนี้’ แอลเอเป็นสถานที่ที่หล่อเลี้ยงความรู้สึกนั้นอย่างมากว่า ถ้าคุณอยาก ‘เป็นใครสักคน’ และอยากรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า คุณต้องมีสิ่งของนอกกายที่บ่งบอกความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ผมคิดว่าความกังวลเรื่องสถานะเป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา”
ทางด้านพระเอกหนุ่มอย่าง Chris Hemsworth ก็ได้เผยถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจกระโดดมารับบทนำในโปรเจกต์นี้ ซึ่งแตกต่างจากงานสเกลใหญ่ที่เขาเคยทำมาอย่างสิ้นเชิง “ผมอ่านบทแล้วชอบมาก เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสู่ทริลเลอร์ยุค ’90s อย่างแท้จริง มันมีความโหยหาอดีตอยู่ในเรื่องแบบที่เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยได้เห็น ผมเป็นแฟนผลงานของบาร์ตอยู่แล้ว หลังจากได้คุยกันครั้งแรก ผมคิดว่าเขาไม่เพียงแค่เขียนบทที่น่าติดตาม แต่เขายังมีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย”
นอกจากนี้ Eric Fellner ผู้อำนวยการสร้างจาก Working Title ยังได้ย้ำถึงคุณภาพของทีมนักแสดงที่ทำให้หนังเรื่องนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของหนังแอ็กชันทั่วไป “คุณอาจพูดได้ว่านี่คือนักแสดงชั้นยอดในแง่ชื่อเสียง แต่พวกเขาก็เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ทุกคนพาตัวละครของตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกของเรื่องได้อย่างงดงาม เวลาทำอะไรสักอย่าง ความหวังของผู้อำนวยการสร้างคือให้คนดู ‘เอนตัวเข้าไป’ มีส่วนร่วมทางอารมณ์ แล้วตอนจบได้ปล่อยลมหายใจออกยาวๆ ด้วยความสุข และพูดว่า ‘ว้าว มันยอดมาก'”
แม้จะเป็นภาพยนตร์ฟิกชันที่สร้างจากนิยายของ Don Winslow แต่ทีมงานเลือกใช้วิธีแบบนักข่าวในการหาข้อมูลเพื่อให้หนังมีความสมจริงที่สุด Dimitri Doganis ผู้อำนวยการสร้างร่วมระบุว่าพวกเขาศึกษาจากประสบการณ์จริงของทั้งตำรวจและโจรตัวจริง “จากนั้นคุณต้องทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณกำลังทำ ‘ยึดโยงกับความจริง’ อยู่ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่เราพยายามไขว่คว้ามาตลอด แม้กับเรื่องที่แต่งขึ้นทั้งหมดก็ตาม มันต้องเชื่อมต่อกับความจริงที่กว้างกว่าเกี่ยวกับตัวตนของเรา ถ้าคุณอยากให้มันอยู่กับคนดูไปนานๆ ทั้งโจรปล้นอัญมณีและตำรวจที่ไล่ล่าพวกเขาเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญมาก”
Bart Layton ยังเสริมถึงสิ่งที่เขาค้นพบจากการพูดคุยกับผู้คนในโลกมืดว่า “ปรากฏว่าในโลกนี้มี ‘คนจริง’ ที่เป็นโจรปล้นอัญมณีจริงๆ มี ‘คนรับซื้อของโจร’ จริงๆ และมี ‘นักสืบ’ จริงๆ โดยทั่วไป คนที่ทำเรื่องแย่ๆ มักเป็นคนที่ไม่เคยได้รับการดูแลหรือความรักมากนัก บางคนมี ‘กฎ’ และมีขอบเขตศีลธรรมของตัวเอง บางคนก็ไม่มี”
Crime 101 ไม่ได้มีดีแค่เนื้อหา แต่ยังโดดเด่นด้วยการใช้สถานที่ถ่ายทำจริงทั่วลอสแอนเจลิส ตั้งแต่ Venice, Echo Park ไปจนถึง Calabasas เพื่อให้เห็นความเหลื่อมล้ำของเมืองอย่างชัดเจน โดย Scott Dougan ผู้ออกแบบงานสร้างเล่าถึงการเลือกมุมกล้องบนทางด่วนว่า “ผมชอบมุมที่ลอสแอนเจลิสถูกมองจากฝั่งใต้ คุณมองข้ามแยกแฟชั่น แยกงานศิลปะ และสกิดโรว์ไป แล้วคุณจะเห็นรูปทรงคล้าย ‘ก้อนหิน’ นั่นคือดาวน์ทาวน์แอลเอ มันอยู่ห่างพอดีถ้าคุณขับบนทางด่วน 101 ผมคิดตลอดว่า ‘ถ้าให้เขาขับทางนี้ คุณจะไม่เห็นอะไรเลย’ งั้นต้องให้เขาขับขึ้นเหนือ แล้วคุณก็เริ่มคิดเรื่องพวกนี้ในมุมแบบนั้น”
ส่วนงานดนตรีประกอบโดย Blanck Mass ก็ถูกออกแบบมาเพื่อบีบคั้นอารมณ์โดยเฉพาะ โดยผู้กำกับอธิบายว่า “มันรู้สึกว่าเราต้องหาเสียงที่ร่วมสมัย เวอร์ชันของเราเองว่ามันต้องรู้สึกอย่างไรในยุค 2020s ซึ่งก็คือการผสมผสานอิเล็กทรอนิกากับออร์เคสตรา บนไลน์เบสที่โหดมากๆ เขาเข้าใจความมืดมนทั้งหมด แต่ก็จับความรู้สึก ‘พุ่งทะยาน’ ที่เข้ากับเสียงของแอลเอในยามค่ำคืนได้พอดี”