ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยคำคมปลุกใจและปรัชญาของ “ผู้ชนะ” ตามแบบฉบับไลฟ์โค้ช หลายครั้งเราเผลอผลักไสความพ่ายแพ้ให้กลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจ แต่เชื่อหรือไม่ว่า หนังเล็กๆ ทุนสร้างต่ำเรื่องหนึ่งที่ออกฉายในปี 2006 กลับกล้าตั้งคำถามย้อนศรใส่สังคมอย่างเจ็บแสบว่า “การเป็นคนขี้แพ้มันแย่ขนาดนั้นจริงๆ หรือ” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเดินทางที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์หนังอินดี้ไปตลอดกาลอย่าง Little Miss Sunshine
บ้านของ เชอรีล ฮูเวอร์ (โทนี คอลเล็ตต์) แม่ลูกสองที่เครียดตลอดเวลา มีสมาชิกอยู่ด้วยกัน 6 คน ได้แก่ ริชาร์ด (เกร็ก คินเนียร์) สามีของเธอผู้กำลังคร่ำเคร่งกับการเป็นไลฟ์โค้ช, ดเวย์น (พอล เดโน) ลูกติดของเธอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนิทเชว่าจะไม่พูดกับใครเลยจนกว่าเขาจะทำความฝันเรื่องเป็นนักบินรบได้สำเร็จ, แฟรงก์ (สตีฟ คาเรลล์) พี่ชายเกย์ของเชอรีลที่เคยพยายามจบชีวิตตัวเอง, เอ็ดวิน (อลัน อาร์กิน) พ่อของริชาร์ดที่เพิ่งโดนไล่ออกจากบ้านพักคนชราเพราะแอบเล่นยา และคนสุดท้าย โอลีฟ (อบิเกล เบรสลิน) ลูกสาวตัวน้อยที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนางงาม
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อโอลีฟต้องการไปประกวดนางงามเด็กที่แคลิฟอร์เนียซึ่งต้องเดินทางไปให้ทันกำหนดภายใน 2 วัน ทุกคนในครอบครัวสนับสนุนเธอ และยินดีนั่งรถตู้คันเก่าไปด้วยกันจากนิวเม็กซิโก ซึ่งกินระยะทางทั้งหมดพันกว่ากิโลเมตร การเดินทางเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงหัวเราะและหยดน้ำตา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงครอบครัวที่ไม่สมประกอบสักเท่าไรนี้ไปตลอดกาล
Little Miss Sunshine เป็นหนังโรดมูฟวี่ที่พูดถึงมนุษย์ที่ล้วนบกพร่อง ไม่สมบูรณ์แบบ และความพยายามที่สุดท้ายอาจไม่เป็นอย่างใจฝันได้อย่างอ่อนโยน และตอกย้ำว่าคุณค่าของมนุษย์ไม่ได้วัดกันด้วยมาตรฐานเดียว หนังใช้ทุนสร้างเพียง 8 ล้านเหรียญฯ ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังซันแดนซ์ปี 2006 พร้อมกับเสียงฮือฮาจากผู้ชม ก่อนจะกลายเป็นหนังทำเงินระดับร้อยล้านทั่วประเทศ หนังได้เข้าชิงออสการ์ 4 สาขา และคว้ามาได้ 2 ได้แก่ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ไมเคิล อาร์นดต์) และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (อลัน อาร์กิน)
เบื้องหลังความสำเร็จของบทภาพยนตร์โดย Michael Arndt นั้นมีที่มาที่น่าสนใจยิ่ง เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากประโยคหนึ่งของ Arnold Schwarzenegger ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่ผมเกลียดที่สุด สิ่งนั้นคงเป็นพวกขี้แพ้ ผมเกลียดคนขี้แพ้” คำพูดนี้กระแทกใจ Arndt อย่างจัง จนเขาต้องกลับมานั่งคิดว่า มาตรฐานที่วัดว่าใครคือผู้แพ้หรือผู้ชนะนั้นยุติธรรมต่อความเป็นมนุษย์จริงหรือไม่? เขาจึงสร้างตัวละครที่ดูเหมือนจะเป็น “Loser” ในสายตาโลก แต่กลับมีความเป็นมนุษย์อย่างเปี่ยมล้น ผลลัพธ์คือบทหนังที่ทรงพลังจนคว้ารางวัล Best Original Screenplay จากเวทีออสการ์มาครองได้สำเร็จ
แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 20 ปี แต่ประเด็นที่หนังนำเสนอยังคงร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด ในยุคที่โซเชียลมีเดียบังคับให้เราต้อง “ชนะ” และ “ดูดี” อยู่ตลอดเวลา Little Miss Sunshine คือยารักษาใจที่บอกกับเราว่า “มันไม่เป็นไรเลยถ้าเราจะล้มเหลว” ตราบใดที่เรายังมีคนที่พร้อมจะลงไปช่วยเข็นรถที่สตาร์ทไม่ติดไปกับเรา
ด้วยทุนสร้างเพียง 8 ล้านเหรียญฯ แต่ทำรายได้ถล่มทลายและกลายเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน นี่คือโอกาสหาได้ยากที่จะได้สัมผัสกับมวลอารมณ์เหล่านั้นอีกครั้งในโรงภาพยนตร์
เตรียมตัวออกเดินทางไปกับครอบครัวฮูเวอร์อีกครั้งที่ House Samyan เริ่มวันที่ 19 มีนาคมนี้ ในรอบฉายจำกัด อย่าพลาดที่จะไปพิสูจน์ว่า เพราะเหตุใดความพ่ายแพ้ถึงได้งดงามและน่าจดจำขนาดนี้