ทำความรู้จัก Jodie Comer นักแสดงสาวดาวรุ่งจากลิเวอร์พูลสู่ Hollywood

| | ,

นักแสดงที่กำลังถูกจับตามองและไม่พูดถึงไม่ได้เลยในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น Jodie Comer นักแสดงสาวชาวอังกฤษที่ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรับบทแสดงนำในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มาก่อนเลย แต่ในปี 2021 ผลงานภาพยนตร์ของเธอได้ออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกถึงสองเรื่องด้วยกัน นั่นคือ Free Guy และ The Last Duel จนอาจทำให้หลายคนสงสัยว่า นักแสดงเจ้าบทบาทมากความสามารถคนนี้ เป็นใครกัน เคยมีผลงานอะไรมาก่อนหรือไม่ ถ้าคุณพร้อมแล้ว วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับตัวตนและสัมผัสความน่ารักของเธอกัน

Jodie Marie Comer เกิดที่เมอร์ซีย์ไซด์และมาโตที่ไชลด์วอลล์ ลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เธอเป็นลูกสาวคนโตของบ้านโคเมอร์ โดยที่คุณพ่อของเธอ Jimmy เป็น Physiotherapist ของสโมสรฟุตบอล Everton FC จึงไม่น่าแปลกใจที่โจดี้จะเป็นแฟนทีมฟุตบอลนี้ ในขณะที่คุณแม่ Donna เป็น Transportation worker ที่ Merseytravel และตัวเธอมีน้องชายที่อายุห่างกัน 2 ปี Charlie ซึ่งตอนนี้เป็น Analyst ให้กับสโมสร Huddersfield FC ดังนั้นเธอจะเห็นว่าเธอเติบโตมาในบ้านที่ไม่มีใครมีเดินทางสายการแสดงอยู่เลย นอกจากนั้นแล้วตัวเธอเองก็ไม่ได้เรียนโรงเรียนสอนการแสดงที่ไหนมาเลยอีกด้วย 

“มีความสุข” เป็นคำเดียวที่เธอใช้นิยามชีวิตวัยเด็กของเธอที่ลิเวอร์พูล

Jodie-Comer-at-Paris-Jodie-Comers-Instagram
Jodie Comer in Paris
Jodie Comer’s Instagram

“ฉันจะอยู่กับแม่และพ่อจนกว่าฉันจะแก่แล้วก็ผมเทา ถ้าทำได้นะ” Jodie Comer บอกกับ The Sunday Times Style ช่วงวัยเด็ก เธอใช้ชีวิตอยู่ในลิเวอร์พูล พ่อแม่ของเธอแต่งงานกันและอยู่อย่างมีความสุข มีวิดีโอครอบครัวเก่าๆ ที่ถ่ายด้วยกัน เลียนแบบสำเนียงต่างๆ การแสดงต่างๆ ส่วนความสุขในวัยเรียน ตอนที่เธออยู่โรงเรียนหญิงล้วนคาทอลิก โจดี้ก็สาบานว่าเธอไม่ได้เป็นพวกร้องเพลงกับเต้นรำบนเวทีโรงเรียน เธอไม่ได้ขึ้นแสดงในละครโรงเรียนด้วย เพื่อนสนิทของเธอก็ยังคงเป็นน้องชายและเพื่อนผู้หญิงอีกสี่คนตั้งแต่สมัยยังเด็ก

โจดี้ยังบอกอีกว่า “ฉันไม่ได้ไปงานพวกเซเลบริตี้ ฉันไม่อยากจะไปที่อื่นเพียงเพื่อจะได้พบปะคนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากที่ฉันสามารถพบได้ คนที่ฉันอยากจะไปด้วย จะรู้ดีว่าฉันเป็นคนยังไง งานมันไม่ได้น่าสนใจสำหรับฉันเลย คนที่ฉันอยากจะอยู่ด้วยก็คือเพื่อนสนิทของฉันที่โรงเรียน เพราะมันเป็นสถานที่ที่ฉันมีความสุข”

จากประสบการณ์ถูก(เพื่อน)เท สู่งานแสดงครั้งแรก

หนึ่งเหตุการณ์ที่นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของโจดี้ ย้อนกลับไปในงานแสดงความสามารถ (Talent Show) ของนักเรียนโรงเรียน St Julie’s Catholic High School เด็กหญิงโจดี้ในวัย 12 ปีได้ตกลงจะเข้าร่วมแสดง Dance Routine จาก Chicago, Boardway Musical กับเพื่อนอีกสามคน แต่หลังจากที่เธอพลาดการซ้อมไป เพราะต้องเดินทางกับครอบครัว ทำให้เพื่อนๆ ตัดโจดี้ออกจากสมาชิกร่วมแสดง เธอให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันจำได้เลย ฉันเดินร้องไห้ไปหาแม่หลังจากที่รู้เรื่อง แล้วแม่ก็บอกว่า ‘งั้นก็ monologue ไง แสดง monologue สิ’ แล้วฉันก็ทำ”

การแสดงในวันนั้น ทำให้ครูสอนวิชาการแสดงที่โรงเรียนเห็นแวว แล้วก็แนะนำให้โจดี้ไปออดิชั่นบทสำหรับละครวิทยุของ BBC Radio Play “นั่นนับว่าเป็นงานแสดงแรกของฉันเลย แบบที่ได้ค่าจ้างด้วยนะ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้นก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันจะเป็นยังไง”

Jodie-Comer-entertainment-weekly-cover-shoot
Jodie Comer for Entertainment weekly cover shoot
Jodie Comer’s Instagram

จากนั้นเป็นต้นมา เธอก็สนใจงานแสดงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีคนถามว่าอยากทำอาชีพอะไรในอนาคต “นักแสดง” จะเป็นคำตอบของเธอที่เธอตอบกลับไปเสมอ เธอให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vogue Australia ว่า “ย้อนไปฉันเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะมั่นใจสุดๆ เลยล่ะ ฉันไม่อายเลยที่จะตอบว่าอยากเป็นนักแสดง ก็ตอนนั้นฉันอายุแค่ 12 เองนี่ แล้วก็ไม่มีความคิดอื่นๆ อยู่ในหัวเลยนะ” แต่เส้นทางอาชีพการแสดงของเธอก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน

ปี 2008 โจดี้เริ่มได้รับบทเล็กๆ เป็นนักแสดงรับเชิญในบางตอนของทีวีซีรีส์ และช่วงเวลาระหว่างรอผลการออดิชั่น เธอก็ทำงานพาร์ทไทม์เป็นเด็กเก็บแก้วในบาร์และเป็นพนักงานคิดเงินใน Tesco ด้วย โจดี้ให้สัมภาษณ์กับ GLAMOUR UK ถึงช่วงที่เธอต้องประคองและให้กำลังใจตัวเอง “ต้องยอมรับก่อนเลย เราอาจจะต้องไปออดิชั่น 30 หรือ 40 ครั้ง ก่อนที่จะได้คำตอบว่า ใช่ ซึ่งระหว่างนั้นก็ต้องเป็นตัวเราเองที่กลับมายืนใหม่ให้ได้อีกครั้ง มันจะมีช่วงเวลาที่วันจันทร์ฉันไปออดิชั่นกลับมาก็ยังไม่ได้คำตอบอะไร ไปออดิชั่นงานใหม่อีกครั้งวันพฤหัสก็ยังไม่ได้คำตอบอะไรอีก จนกระทั่งวันจันทร์ถัดไป ก็มารู้ว่าไม่ได้ทั้งบทนั้นแล้วก็บทที่เพิ่งไปออดิชั่นมาด้วย อ่า โอเค” เธอยิ้มพร้อมเสริมว่า “เราแค่ต้องจำไว้ว่า อย่าเก็บมาคิดมาก แค่ต้องพยายามไปเรื่อยๆ แล้วก็อย่าแบกความรู้สึกผิดหวังนั้นไปกับการออดิชั่นครั้งต่อไป”

เมื่อความฝัน โชคชะตา และจังหวะเวลาที่เหมาะสม มาบรรจบกัน

จุดเปลี่ยนสำคัญของโจดี้มาเยือนเธออีกครั้งในปี 2012 เธอได้ร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญในโปรเจกต์มินิซีรีส์ Good Cop ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอมีโอกาสร่วมงานกับ Stephen Graham นักแสดงจากลิเวอร์พูลเช่นกัน สตีเฟนเล่าว่า “ย้อนกลับไป 9 ปีก่อน โจดี้รับบทเป็นเด็กสาวที่ถูกตำรวจซึ่งก็คือผมเองลวนลาม ระหว่างที่ถ่ายทำ ผมถามโจดี้ว่า ‘มันโอเคไหม ถ้าผมจะวางมือผมไว้ตรงนี้’ ถึงแม้จะเป็นซีนสั้นๆ แต่เธอก็ไว้ใจผม แล้วระหว่างที่ถ่ายทำเธอก็แสดงความสามารถที่ทำให้ผมทึ่งมากๆ เมื่อซีนนั้นจบลง ผมเดินไปหาโจดี้ ‘คืออย่างงี้นะ ผมแต่งงานแล้ว ผมรักครอบครัวของผมมาก แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะขอเบอร์โทรติดต่อคุณ เพื่อจะแนะนำคุณให้กับเอเจนท์ของผม’ ซึ่งคือ Jane Epstein เอเจนท์คนปัจจุบันของโจดี้

หลังจากนั้น โจดี้ก็ได้รับบทบาททางการแสดงที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ปี 2013 เธอได้รับบทนักแสดงหลักเป็นครั้งแรกในซีรีส์วัยรุ่น คอเมดี้ ดราม่า My Mad Fat Diary ในบท Chloe Gemell เพื่อนสนิทของ Rea ซึ่งต้องยอมรับว่า Chloe เป็นอีกตัวละครที่ผ่านเรื่องราว ช่วงเวลายากๆ และสามารถนำผู้ชมไปยังจุดที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีความน่าสนใจอยู่หลายครั้ง และในทุกๆ ครั้งโจดี้ได้แสดงด้วยความสามารถทั้งหมดที่เธอมี

Some of Jodie Comer's BEST MOMENTS from My Mad Fat Diary!
Kate finds a photo of Gemma on Simon’s phone - Doctor Foster: Series 2 Episode 4 - BBC One

สองปีถัดมา เธอได้รับบทบาทที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยบท Kate Parks เมียลับบ้านเล็กจาก Doctor Foster ฉายทางช่อง BBC one ด้วยความดราม่าทริลเลอร์บวกกับเรื่องราวอันเข้มข้น ทำให้การแสดงของโจดี้ต้องออกมาฉลาด ทันเกม และจอมบงการให้มีระดับเทียบเคียงกับนักแสดงอย่าง Suranne Jones นี่เองทำให้โจดี้เป็นที่จับตามองมากขึ้น หลายคนอาจไม่คุ้นกับเรื่อง Doctor Foster แต่หากบอกว่าเรื่องราวของซีรีส์นี้เป็นต้นแบบของซีรีส์เกาหลีที่ในปี 2020 เป็นกระแสฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง The World of the Married แล้วล่ะก็ ทุกคนจะต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน

โจดี้ยังคงได้รับบทบาทที่แตกต่างกันไปในหลากหลายโปรเจกต์ไม่ว่าจะเป็นบท Elizabeth of York หรือ Lizzy จากซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ The White Princess ซึ่งเธอก็ได้บอกกับ NYLON Magazine เอาไว้ว่า “สิ่งที่ฉันชื่นชมในตัวของลิซซี่ก็คือความยืดหยุ่นของเธอ เธอเป็นคนที่ทำโป๊กเกอร์เฟซได้เก่งมาก เธอมีความรู้สึก แต่ก็ต้องพยายามจัดการ ซ่อนมัน ฝังมันเอาไว้ เพื่อตัวเองและครอบครัว อีกทั้งตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องตัดสินชะตากรรมของอังกฤษวางอยู่บนบ่าของเธอด้วยแล้ว ฉันว่าเธอจัดการได้อย่างดีเลยล่ะ”, มินิซีรีส์เรื่อง Remember me รวมไปถึงโปรเจกต์ Snatches: Moment from Woman Lives ละคร Monologue ที่พาผู้ชมไปสำรวจเรื่องราวที่อ้างอิงจากผู้หญิงที่กล้ายืนหยัด ลุกขึ้นมาบอกเล่า ท้าทายอำนาจและขนบดั้งเดิมที่มีมาในอดีต ซึ่งโจดี้รับบทเป็น Linda ในตอน Bovril Pam เรื่องราวของเลขานุการสาวที่เริ่มสำรวจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเพศของเธอเอง 

จนในที่สุด ปี 2017 เป็นครั้งแรกที่เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Acadamy Television Awards (BAFTA TV) ในสาขา Leading Actress จากบท Ivy Moxam หญิงสาวที่หนีจากการถูกลักพาตัวและกักขังมาได้ หลังจากเหตุเกิดไปแล้ว 13 ปี จาก Thirteen และภายในงานนี้เองทำให้เธอได้พบกับอีกหนึ่งคนและหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออีกครั้ง เพราะโจดี้ได้พบกับ Phoebe Waller-Bridge ที่เข้าชิงและชนะรางวัล BAFTA ในสาขา Female Performance in a Comedy Program จาก Fleabag

THIRTEEN: Sneak Peek | BBC America

โจดี้ได้บอกกับ Variety ว่า “ฉันเจอกับฟีบี้ในงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของ BAFTA วันนั้นเราทั้งคู่ ดื่มหนักมากๆ และไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ฉันก็ได้รับสคริปต์เพื่อใช้ออดิชั่นในโปรเจกต์ Killing Eve ที่ฟีบี้เขียนบท แล้วคุณนึกภาพออกไหม ที่จู่ๆ ความกลัวและแพนิคหลังจากการเมาค้างวันนั้นก็หลั่งไหลเข้ามา ‘ไม่นะ ปาร์ตี้วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำอะไรน่าขายหน้าไปบ้างไหม ได้เต้นหรือทำตัวแปลกๆ รึเปล่า’ จนเมื่อฉันได้โทรคุยกับ ฟีบี้ก่อนวันออดิชั่น เธอบอกว่า ‘ไม่ต้องห่วงเลยเพื่อน เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว’” โจดี้หัวเราะ 

เมื่อทั้งโลกได้พบ Villanelle

Killing-Eve-season-3-Jodie-Comer-Sandra-Oh
Killing Eve season 3 / BBC America

ผลงานที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักกับ Jodie Comer ในฐานะนักแสดงนำหญิงอย่างเต็มตัวคงไม่พ้นบท วิลลาแนลล์ จาก Killing Eve ซีรีส์แนวดาร์กคอเมดี้ทริลเลอร์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายของ Luke Jennings กับบทบาทนักฆ่าสาวชาวรัสเซียฝีมือดีหาตัวจับได้ยากขององค์กรลับที่ Eve Polastri เจ้าหน้าที่ MI6 รับบทโดย Sandra Oh ต้องมาไล่ตามสืบตามจับ

แม้ว่าตัววิลลาแนลล์จะมีความไซโคพาธในตัวสูงขนาดไหนแต่การแสดงของโจดี้กลับทำให้ผู้ชมทุกคนต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเมื่อเวลาผ่านไป เรากลับยิ่งเชียร์และยิ่งหลงรักตัวละครนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงก็รู้ดีว่าอะไรควรอะไรไม่ควร โจดี้ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า “นี่เป็นโอกาสหนึ่งในล้านจริงๆ และฉันรู้สึกโชคดีมากๆ สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกสนุกคือ ได้การเล่นกับเข็มทิศศีลธรรมในจิตใจคนเรา สิ่งที่ผู้ชมคิดว่าทำแบบนี้มันแย่ มันผิด แต่ลึกๆ กลับเห็นด้วย ชอบและสนุกกับการกระทำเหล่านั้น มันค่อนข้างบ้ามากเลยล่ะ ความจริงทุกคนควรจะเกลียดวิลลาแนลล์นะ แต่ไม่เลย พวกเขารักเธอ” 

Jodie Comer เป็นนักแสดงที่มีเพียงหนึ่งในพันล้าน

ฟีบี้ได้มีโอกาสพูดถึงโจดี้ขณะให้สัมภาษณ์กับ Indiewire ว่า “โจดี้ เธอเป็นนักแสดงที่มีเพียงหนึ่งในพันล้านเลย ฉันไม่เคยเห็นนักแสดงอายุน้อยที่มีความสามารถขนาดเธอมาก่อน และเหนือสิ่งอื่นใดคือเธอเป็นคนน่ารักมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ว่าบทบาทนั้นจะร้ายกาจขนาดไหน ผู้ชมก็ยังจะคงรักตัวละครนั้นๆ และถ้าการแสดงของโจดี้จะไม่ส่งให้เธอได้รับรางวัลอะไรแล้วล่ะก็ ฉันจะยอมกิน Shepherd’s pie จนจุกไปเลย”

นอกจากความสามารถด้านการแสดงของโจดี้ที่สามารถเปลี่ยนสีหน้า ท่าทาง แววตา และการสื่ออารมณ์ได้ภายในเสี้ยววินาทีแล้วนั้น อีกหนึ่งความสามารถของเธอที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ การที่เธอสามารถเลียนแบบสำเนียงและพูดภาษาต่างๆได้ จนกระทั่งได้ฉายาว่า Queen of Accents ทั้งๆ ที่ตัวเธอเอง ไม่ได้พูดภาษาอื่นๆ เลย โจดี้ตอบคำถามในรายการ The Graham Norton Show ถึงช่วงเวลาที่รู้ตัวว่าตัวเองมีความสามารถนี้อยู่ “ฉันว่าน่าจะเป็นช่วงวัยเด็กเลย เพราะฉันกับคุณพ่อมักจะเลียนแบบ เลียนเสียงสปอตโฆษณาเวลาอยู่ที่บ้าน เพราะว่ามันสนุกดี ซึ่งตอนออดิชั่นบทนี้ทุกคนก็บอกว่า ต้องพูดหลายภาษานะ ฉันก็โอเค เพราะก็ไม่คิดว่าจะหลายภาษาขนาดนี้จริงๆ” เธอหัวเราะ “ยิ่งถ่ายทำไปแต่ละตอน โอ้โห ทั้งรัสเซีย เยอรมัน อิตาเลียน ฝรั่งเศส มาไม่หยุดเลย” 

เจ้าของรางวัลนักแสดงนำหญิงทั้ง BAFTA และ Emmy Awards

หลังจากซีซั่นแรกของซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายในปี 2018 ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม Killing Eve จึงถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายเวทีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง รวมถึงตัวโจดี้เองด้วย ซึ่งเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA TV 2019 ในสาขา Leading Actress เป็นครั้งที่ 2 และในครั้งนี้เองทำให้เธอได้รางวัลนี้ไปครองในที่สุด ซึ่งในงานประกาศรางวัลโจดี้ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณสตีเฟน และฟีบี้ด้วยที่ทำให้เธอมายืนตรงจุดนี้

ในปีเดียวกันนั้นเองโจดี้ยังได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Primetime Emmy Awards ปี 2019 ในสาขา Outstanding Lead Actress in a Drama Series เป็นครั้งแรก แล้วเธอก็คว้ารางวัลนี้กลับไปเช่นกัน นับว่าเธอเป็นนักแสดงหญิงอายุน้อยที่สุดที่เคยชนะรางวัล Emmys ในปีนั้น “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะได้ขึ้นมายืนตรงนี้ นักแสดงหญิงทุกคนที่เข้าชิงสาขานี้ทุกคนโดดเด่นมาก และหนึ่งในนั้นคือนักแสดงร่วมของฉันเอง Sandra Oh ฉันโชคดีมากที่ร่วมแชร์ประสบการณ์คิลลิ่งอีฟทั้งหมดกับคุณ” ระหว่างที่กล่าวขอบคุณ โจดี้ยังยอมรับอีกว่า “ข้อหนึ่ง ต้องขอโทษพ่อและแม่ก่อน พวกท่านอยู่ที่ลิเวอร์พูล ซึ่งฉันไม่ได้เชิญมางานประกาศรางวัลครั้งนี้ด้วย เพราะไม่คิดว่านี่จะเป็นช่วงเวลาของตัวเอง ข้อสอง รักทั้งคู่มากๆ เดี๋ยวเอารางวัลนี้กลับบ้านไปให้ชม”

Molotov Girl บทบาทแรกเบิกทางสู่ฮอลลีวูด

สำหรับผลงานใหม่ของ Jodie Comer อย่างภาพยนตร์เรื่อง Free Guy นั้น โจดี้บอกด้วยว่า “ฉันถ่ายซีรีส์มานาน แล้วความไม่มั่นคงของฉันก็แบบ ‘ฉันคงเป็นแค่นักแสดงในทีวี บางทีฉันอาจจะไม่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์’ เมื่อหลายๆ ปีก่อนมันมีเส้นแบ่งแยกที่ชัดเจนมาก แต่ตอนนี้ฉันคิดว่ามันไม่มีแล้วนะ ตอนที่ถ่าย Free Guy มันเป็นความรู้สึกที่มันมหาศาลมากๆ ฉันรู้สึกกลัวกับทุกสิ่งเลย ไม่ว่าจะเป็นฉาก สตันท์ มันเป็นอะไรที่จับต้องได้ แต่เมื่อฉันเริ่มจับจังหวะได้ ฉันก็ตระหนักได้ว่าผู้คนเหล่านั้นก็รู้สึกแบบนี้เช่นกัน ต่างเติมเต็มขวัญและกำลังใจ ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ทำตามขั้นตอนที่คุณเคยทำมาตลอด และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับบทบาทนี้”

“Molotov Girl เป็นอวตารที่มิลลี่สร้างขึ้น มันคือความฝันของเธอ มันเป็นสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมา แน่นอนว่าสิ่งที่แสดงออกมา ไม่ได้มาจากอุดมคติของผู้ชาย นั่นเป็นกฎเดียวกับที่ฉันมีต่อวิลลาแนลล์เช่นกัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเริ่ม Phoebe Waller-Bridge บอกฉันว่า ‘เรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริง มันสามารถใช้ได้จริง และมันไม่ใช่เรื่องที่โง่เลย'”

Jodie Comer as Milly and Ryan Reynolds as Guy in 20th Century Studios’ FREE GUY. Photo by Alan Markfield. © 2020 Twentieth Century Fox Film Corporation. All Rights Reserved.
Jodie Comer as Milly and Ryan Reynolds as Guy in FREE GUY.
Photo by Alan Markfield. © 2020 Twentieth Century Fox Film Corporation. All Rights Reserved.

โจดี้บอกกับ The Sydney Morning Herald ว่าอุตสาหกรรมเกมมักจะมีผู้ชายเป็นตัวชี้นำ “ฉันคิดว่ามันน่าสนใจมากเลยนะ สำหรับทั้ง Millie และ Molotov Girl เอง เพราะในโลกของเกมมักจะเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ผู้ชายมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของมัน และในเรื่องนี้ เราจะได้เห็น ได้สำรวจสิ่งต่างๆ ผ่านประสบการณ์ของมิลลี่ เพื่อเข้าใจถึงอุปสรรคต่างๆ ที่เธอต้องเผชิญ” เธอยังบอกอีกว่า “หัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการตระหนักรู้ว่าเรามีคุณค่า ว่าเรามีพละกำลัง และเมื่อเราสามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงและสรรค์สร้าง ทำสิ่งที่มหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นมาได้”

เราท้าให้ทุกคนพิสูจน์ความสามารถของโจดี้ โคเมอร์ด้วยตัวคุณเอง ในผลงานภาพยนตร์ของเธอ ที่แตกต่างกันสองเรื่องสองรส Free Guy เข้าฉายวันที่ 7 ตุลาคม และ The Last Duel เข้าฉายวันที่ 28 ตุลาคม นี้ในโรงภาพยนตร์

Sources :

  • https://collider.com/ryan-reynolds-jodie-comer-free-guy-interview/
  • https://variety.com/video/jodie-come-emmys-phoebe-waller-bridge/
  • https://youtu.be/eTuZBjfHnEk
  • https://youtu.be/KQtFVBrbojQ
  • https://youtu.be/RGwOFdMemZU
  • https://youtu.be/_m7hqWM8cUQ
  • https://www.denofgeek.com/tv/killing-eve-s-jodie-comer-7-best-roles/
  • https://www.indiewire.com/2019/05/killing-eve-jodie-comer-phoebe-waller-bridge-emmys-bbc-america-1202145128/
  • https://www.pressreader.com/uk/daily-mail/20190514/281724090997930
  • https://www.net-a-porter.com/en-gb/porter/article-b36eb9917af36890/cover-stories/cover-stories/jodie-comer
  • https://www.nylon.com/articles/nylon-jodie-comer-april-2017
  • https://www.theguardian.com/tv-and-radio/2021/aug/22/jodie-comer-and-stephen-graham-on-friendship-football-and-their-new-care-home-drama-help
  • https://www.thetimes.co.uk/article/jodie-comer-id-live-with-my-mum-and-dad-till-i-was-old-and-grey-if-i-could-2lmgr3kn3
Previous

[REVIEW] A world where women are leading in Motherland: Fort Salem

The Eavesdropperings: [BE PROUD] International Lesbian Day

Next