หลังจากแจ้งเกิดในวงการเพลงจากผลงานสร้างชื่อ ur so pretty หนึ่งในเพลงประกอบซีรีส์เควียร์ชื่อดังแห่งยุคอย่าง Heartstopper และยอดสตรีมเพลงรวมจนถึงปัจจุบันของวงทั้งหมดบนแพล็ตฟอร์มเพลงชั้นนำกว่า 200 ล้านครั้ง ในครั้งนี้ดูโอ้พี่น้องนักดนตรี Wasia Project กลับมาพร้อมอัลบั้มเดบิวต์ ‘Nocturne’ รวบรวมผลงานที่สรรค์สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของช่วงเวลาต่างๆ ในยามค่ำคืน
The Noize Magazine มีโอกาสได้พูดคุยกับ Olivia Hardy และ Will Gao เกี่ยวกับทิศทางของ Wasia Project ซึ่งต้องการนำเสนอแนวเพลงที่ลึกซึ้งและจริงจังยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งประสบการณ์การทำงานในอัลบั้มอย่างเต็มรูปแบบของพวกเขา
บทสัมภาษณ์นี้มีการดัดแปลงบางส่วนเพื่อความกระชับและความชัดเจนของเนื้อหา
New Tune for More Emotional Depth
“ล่าสุดที่ Wasia Project ได้ปล่อยเพลงออกมาราวสองปีก่อน ตอนอายุประมาณ 18 และ 20 ปี ซึ่งพวกเราต่างเติบโตขึ้นอย่างมากจากช่วงวัยนั้น ทำให้พวกเราอยากทำเพลงที่นำเสนอความเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นปัจจุบันออกมา” Olivia กล่าว
“ตอนนี้พวกเรารู้สึกดึงดูดจากท่วงทำนองที่เคร่งขรึมและจริงจังมากขึ้น ดังที่จะเห็นได้จากเพลงในอัลบั้ม อย่างเพลง Bleeding Gold และ 2515”
เธอบอกเล่าเพิ่มเติมว่า Bleeding Gold เป็นผลงานที่ทำให้ Wasia Project กล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง แม้ว่าจะเป็นการทำเพลงที่ท้าทายที่สุดในอัลบั้มนี้ก็ตาม “มันเหมือนกับการ เราค่อยๆ คลายปมไปทีละเปลาะ เพื่อถ่ายทอดความซับซ้อนทางอารมณ์ให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อ แต่มันก็สนุกมากๆ ที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ”
หากให้ Wasia Project เลือกเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัลบั้ม ‘Nocturne’ ได้ดีที่สุด Olivia กล่าวว่าคำถามนี้เป็นอะไรที่ยากมากในการตอบ เพราะแต่ละเพลงล้วนมีความหมายในตัวเอง แต่สุดท้ายเธอก็เลือกเพลง 2515 ซึ่งให้ความรู้สึกถึงเวลาย่ำค่ำที่กลางคืนเพิ่งมาถึง เป็นช่วงเริ่มต้นของการออกเดินทาง รวมถึง Wildfire เพลงสุดท้ายของอัลบั้มที่เปรียบเสมือนช่วงเวลาสุดท้ายก่อนรุ่งสางหลังจากการเดินทางอันยาวนาน
Weaving Together the Melody and Rhythm
เมื่อถามถึงขั้นตอนการรังสรรค์ผลงานอัลบั้ม ‘Nocturne’ ครั้งนี้ Olivia บอกเล่าว่าหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่เธอได้รับจากการทำงานคือการปล่อยให้ไอเดียต่างๆ ผ่านเข้ามาตามธรรมชาติ ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไป โดยค่อยๆ ปรับจากสถานการณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรงหน้า แทนที่เธอจะกดดันให้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานสูงลิ่วที่ตัวเองตั้งไว้ จนบางครั้งก็ลืมนึกถึงว่ายังอยู่ในช่วงต้นของการทำงานด้วยซ้ำ
“เราทั้งคู่ไม่เคยทำอัลบั้มเต็มมาก่อน ฉันยอมรับว่าตัวเองก็เร่งรัดกับหลายๆ ไอเดีย ซึ่งควรได้รับเวลาและการขัดเกลามากกว่านี้” Olivia กล่าว
สำหรับ Will แล้ว สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือการเชื่อมั่นว่าทุกไอเดียเป็นไปได้ บางสิ่งดูเป็นไอเดียบรรเจิดมาก แต่ในท้ายที่สุดแล้วอาจจะยังไม่เหมาะกับการทำงานในอัลบั้มนี้ ในทางกลับกันไอเดียบางอย่างที่ในตอนแรกดูไม่เข้าท่าซะเลย กลับให้ผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างที่ต้องการ
“ความคิดที่เปิดกว้างว่าทุกอย่างเป็นไปได้ในการทำงานสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำอัลบั้มนี้”
จากการที่ Wasia Project เติบโตมาโดยได้รับการปลูกฝังด้านดนตรี โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิคมาอย่างเข้มข้น กระทั่งเติบโตเป็นศิลปินที่ผลิตผลงานเพลงด้วยตัวเอง การรุกรานของ AI ในวงการสร้างสรรค์ ยิ่งทำให้งานศิลปะที่สรรค์สร้างจากมนุษย์ทวีความสำคัญกว่าครั้งไหนๆ “ผมคิดว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาดทีเดียวกับการมาถึงของ AI ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งอันตรายต่อวิชาชีพและความเป็นอยู่ของศิลปินทั้งหลาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความแท้จริงของผลงาน” Will กล่าว
“เพราะหนึ่งในบรรดาสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ AI คือการที่มันสามารถฉกฉวยงานหรือตัวตนของศิลปินอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับการยินยอมจากพวกเขา”
Will กล่าวเสริมว่าขณะที่ AI มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทุกคนควรตระหนักและมีขอบเขตที่ชัดเจนในการอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้ศิลปินที่มีตัวตนและเลือดเนื้อจริงๆ สามารถผลิตผลงานได้ รวมทั้งทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้เติบโตอย่างยั่งยืน
Difference Makes Perfect
สองพี่น้องมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไปในแบบของตัวเอง โดยมาก Olivia จะทำงานอยู่ในสตูดิโอเวลาเขียนเพลง ชอบเล่นดนตรีและร้องสดไปด้วย ขณะที่ Will เลือกที่จะทำงานจากที่บ้าน คิดไอเดียได้จากการโฟกัสกับการเล่นเครื่องดนตรีใดเครื่องดนตรีหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น เปียโน แต่ทั้งคู่ก็ร่วมแรงในการเนรมิตท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ของ Wasia Project ให้ออกมาจับใจคนฟัง
“ฉันชอบการร้องและเล่นดนตรีสดมาก มันช่วยทำให้ความคิดสร้างสรรค์พรั่งพรูออกมาได้เป็นอย่างดี” Olivia กล่าว “ฉันอยากได้ยินท่วงทำนองต่างๆ ที่สอดประสานขานรับกัน นั่นทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเวลาที่ได้ทำงานอยู่ในสตูดิโอ เพราะฉันอยู่ท่ามกลางเสียงมากมายที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ”
เธอยังกล่าวต่ออีกว่าไม่เพียงแต่ความต่างในสไตล์การทำงาน นิสัยส่วนตัวของพวกเขาก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว เพราะ Olivia มักจะชอบใช้เวลาอยู่กับโลกของตัวเอง แต่ Will เป็นขั้วตรงข้ามที่มีความอ่อนไหวและไวต่อความรู้สึกของผู้คนหรือสิ่งรอบข้าง
“อีกสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้คือพวกเราทั้งสองคนเป็นส่วนผสมแตกต่างที่แสนจะลงตัว”
สุดท้ายแล้ว เมื่อถามถึงโอกาสที่แฟนๆ ชาวไทยจะได้สัมผัสช่วงเวลามหัศจรรย์จากการแสดงสดของ Wasia Project ในอนาคต คู่หูดูโอ้ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พวกเราตั้งตารอที่จะได้ไปแสดงที่ประเทศไทยในสักวัน เราต่างฝันถึงการที่จะได้ไปเยือนประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวและเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ที่สำคัญเลยคือพวกเรารักอาหารไทยมากๆ”
ทั้ง Olivia และ Will ลงความเห็นกันเป็นเอกฉันท์ว่าต้มยำกุ้งคืออาหารไทยจานโปรด ตามด้วยเมนูแกงกะทิที่มีรสชาตินุ่มนวลลงมาอย่างแกงเขียวหวานและแกงเผ็ด
“พวกเราขอส่งความรักให้กับแฟนเพลงชาวไทยทุกคนที่ติดตามผลงานของ Wasia Project พวกเรารู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจมากกับทุกๆ การสนับสนุนจากพวกคุณ” Wasia Project กล่าวปิดท้าย
พรีเซฟ ‘Nocturne’ได้เลยที่: https://wasiaproject.ffm.to/nocturne.OYD