เมื่อผู้กำกับสายอินดี้ที่น่าจับตามองที่สุดแห่งยุคอย่าง Jane Schoenbrun ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองด้วยการส่งผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดอย่าง Teenage Sex and Death at Camp Miasma ออกมาท้าทายสายตาคนดู จนคว้ารางวัล Queer Palm จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุดมาครอง เตรียมเข้าฉายในประเทศไทยเร็วๆ นี้ ผ่าน Doc Club
โลกของภาพยนตร์สแลชเชอร์ หรือหนังไล่เชือด เรามักคุ้นเคยกับภาพจำของค่ายฤดูร้อนแล้วมีฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่า หรืออย่างงานคลาสสิคหลายๆ เรื่องที่เต็มไปด้วยทัศนคติที่เหยียดคนข้ามเพศ ไปจนถึงการตีตราผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านภาพยนตร์ไล่เชือดอยู่ไม่น้อย แต่ใครจะไปคิดว่างานสูตรสำเร็จแบบนั้น จะถูกคนทำหนังรุ่นใหม่หยิบมาทำลายขนบเดิม จนกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่พร้อมโอบรับทุกอย่างเอาไว้ในคราวเดียว
Teenage Sex and Death at Camp Miasma ผลงานสยองขวัญชิ้นล่าสุดของ Jane Schoenbrun ผู้กำกับสายอินดี้ที่สร้างชื่อมาจาก We’re All Going to the World’s Fair และ I Saw the TV Glow สำหรับภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ ผู้กำกับเลือกที่จะสลัดภาพความหม่นหมองแบบเดิมๆ แล้วใส่ความสนุกสนานลงไปอย่างเต็มที่ ภายใต้ความบันเทิงที่ดูเรียบง่ายและเป็นมิตรที่สุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของเขา มันกลับซ่อนการตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับตัวตนและจิตวิญญาณมนุษย์ไว้ด้วยกัน
Teenage Sex and Death at Camp Miasma เล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ Kris ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง (รับบทโดย Hannah Einbinder) เธอได้รับภารกิจครั้งใหญ่ในการนำภาพยนตร์สยองขวัญแนวเชือดในตำนานอย่าง Camp Miasma กลับมาปัดฝุ่นทำใหม่อีกครั้ง ซึ่งในอดีตนั้นภาพยนตร์แฟรนไชส์นี้ขึ้นชื่อเรื่องการขายฉากเซ็กส์ที่ดุเดือดรุนแรง และแฝงไปด้วยทัศนคติที่เป็นภัยต่อกลุ่มคนข้ามเพศอย่างรุนแรง ในระหว่างการรีเสิร์ชข้อมูล Kris ได้ตัดสินใจออกเดินทางไปตามหา Billy อดีต Final Girl จากภาพยนตร์ภาคแรก (รับบทโดย Gillian Anderson) ปัจจุบันบิลลี่กลายเป็นหญิงวัยกลางคนผู้รักสันโดษและมีพฤติกรรมแปลกประหลาดคล้ายกับตัวละคร Norma Desmond โดยเธอเลือกที่จะใช้ชีวิตจมอยู่กับอดีตในพื้นที่รกร้างของอดีตค่ายฤดูร้อนที่เป็นสถานที่ถ่ายทำจริง
แต่เมื่อ Kris และ Billy ได้ใช้เวลาร่วมกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับถักทอจนกลายเป็นสายสัมพันธ์ทางอารมณ์และเรื่องบนเตียงที่เหนือความคาดหมาย สิ่งนี้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกปมในใจและเปิดโลกใบใหม่ให้กับ Kris ทั้งในแง่ของจิตใจและร่างกายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
การทำความเข้าใจความลึกซึ้งของภาพยนตร์เรื่องนี้ จำเป็นต้องมองผ่านแว่นตาและประสบการณ์ชีวิตจริงของ Jane Schoenbrun ผู้กำกับผู้เป็นไอคอนของกลุ่มคนข้ามเพศและนอนไบนารี่ เขาเปิดเผยถึงเบื้องลึกในการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้เอาไว้อย่างเปิดอกว่า “นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉันทำแล้วรู้สึกว่ามันสามารถจับเอาตัวตนทั้งหมดของฉันมาใส่ไว้ได้อย่างแท้จริง ผลงานก่อนหน้าอย่าง We’re All Going to the World’s Fair และ I Saw the TV Glow เป็นภาพยนตร์ที่ฉันทำขึ้นมาทันทีหลังจากคัมเอาท์ มันสะท้อนถึงช่วงเวลานั้นในชีวิต เพราะงั้น ภาพยนตร์เหล่านั้นก็เลยใช้ภาพเพื่อบอกเล่าถึงความแปลกแยก นำเสนอเรื่องราวของการไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับร่างกาย รวมถึงการใช้ชีวิตในฐานะคนนอก”
จากคำบอกเล่าของผู้กำกับนั้น ทำให้เราเห็นถึงภาพใหญ่ในการทำภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและการตัดขาดจากโลกความจริง แต่สำหรับ Teenage Sex and Death at Camp Miasma มันคือผลงานชิ้นแรกที่ Jane Schoenbrun ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงชีวิต Post-transition หรือชีวิตหลังจากที่ได้ทำการข้ามเพศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันคืองานที่สร้างขึ้นในจังหวะชีวิตที่เขารู้สึกว่าได้กลับมามีความรู้สึกและได้ใช้ชีวิตอยู่ในร่างกายที่ถูกต้องของตัวเองจริงๆ ทำให้มุมมองความรักและความสัมพันธ์ที่ถ่ายทอดออกมามีมิติของความพึงพอใจและจับต้องได้จริงเป็นครั้งแรก
“เรื่องเซ็กส์เคยเป็นบาดแผลทางใจสำหรับฉันในช่วง 32 ปีแรกของชีวิต” ผู้กำกับเล่าถึงอดีตอันเจ็บปวด “มันเป็นสิ่งที่ฉันมักจะแยกตัวออกและพยายามหลีกเลี่ยงอย่างสิ้นเชิง เวลาที่มีเซ็กส์ ฉันไม่ได้อยากมี และฉันไม่ได้อยู่กับตัวเองในตอนนั้นเลย เพราะฉันจะอยู่กับตัวเองได้อย่างไรในเมื่อฉันไม่ได้อยู่ในอัตลักษณ์และร่างกายที่ต้องการ หลังจากข้ามเพศ ความทุกข์ใจจากอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ตรงกับร่างกายนี้ก็ค่อยๆ ได้รับการเยียวยา เมื่อฉันค่อยๆ ก้าวเข้าสู่อัตลักษณ์ใหม่ และก้าวเข้าสู่อัตลักษณ์ ร่างกาย รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกที่ฉันรู้สึกสบายใจด้วยในที่สุด”
แก่นของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความตาย การไล่เชือด แต่มันคือการสำรวจ “การเยียวยาและก้าวผ่านบาดแผลทางใจที่คลุมเครือของชีวิตช่วงก่อนข้ามเพศ” ผ่านการเล่าเรื่องของตัวละครเอกอย่างคริส ที่เป็นตัวแทนของคนทำหนังที่กำลังตั้งคำถามกับโครงสร้างของภาพยนตร์สยองขวัญ ไปพร้อมๆ กับการสำรวจอารมณ์ความใคร่และความปรารถนาลึกๆ ในใจของตัวเอง
“ฉันอยากทำหนังเกี่ยวกับความลึกลับนั้น และความรู้สึกของการค่อยๆ ค้นพบและกลายมาเป็นตัวเองอย่างช้าๆ ความรู้สึกที่ว่าไม่ใช่แค่การเฝ้ามองตัวเองมีเซ็กส์จากสถานที่ที่ห่างไกลและแปลกแยก หรือเฝ้ามองชีวิตของตัวเองจากจุดเดียวกันนั้น แต่เป็นการมีตัวตนอยู่จริงๆ ในตัวเอง ในโลก และในอัตลักษณ์ของคุณ การก้าวเข้าไปในภาพยนตร์จึงเป็นเหมือนหนทางในการก้าวเข้าไปในตัวคุณเอง”
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ Jane Schoenbrun หยิบเอาภาพยนตร์สยองขวัญยุคเก่าที่หลายคนมองข้ามมาตีความใหม่ ตัวหนังทำหน้าที่เป็นทั้งการแสดงความเคารพและวิพากษ์วิจารณ์หนังไบ้เชือดระดับขึ้นหิ้งอย่าง Friday the 13th และ Sleepaway Camp โดยผสมผสานกลิ่นอายความกดดันทางจิตวิทยาจากภาพยนตร์ Psycho ของ Alfred Hitchcock เข้ามาได้อย่างลงตัว น่าทึ่งมากที่ทีมงานสามารถเนรมิตภาพยนตร์ที่มีมิติเชิงลึกขนาดนี้ขึ้นมาได้ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่ค่อนข้างน้อยและระยะเวลาการถ่ายทำเพียงแค่ 25 วันเท่านั้น