หลังจากอัลบั้ม “This Is How Tomorrow Moves” ในปี 2024 ประสบความสำเร็จ ได้รับคำชมจากแฟนเพลงและนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม Beabadoobee หรือ Beatrice Kristi Laus นักร้องและนักแต่งเพลงอินดี้ ป็อป ร็อค ชาวอังกฤษ-ฟิลิปินส์ ได้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับอัลบั้มชุดที่สี่ในชื่อ “Pylon” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 นี้ ภายใต้สังกัด Dirty Hit และ Interscope Records
โดยอัลบั้ม “Pylon” ถูกเขียนขึ้นระหว่างการทัวร์อัลบั้มก่อนหน้า ซึ่งได้สมาชิกวงที่เล่นดนตรีร่วมกันบนเวทีมาช่วยกำหนดทิศทางของโปรดักชัน ไม่ว่าจะเป็น Jason Vance Harris มือกีตาร์ และ Luca Caruso มือกลองประจำวงทัวร์ ทำให้ได้ดนตรีที่มีชีวิตชีวาแบบวงดนตรีเล่นสดมากกว่าที่เคยทำมา นอกจากนี้ยังมี Shane Moran อดีตมือกีตาร์ของวง Title Fight และ Evan Stephens Hall จากวง Pinegrove มาร่วมแต่งเพลงด้วย
ที่มาของชื่ออัลบั้ม “Pylon” นั้นมาจากเสาไฟฟ้าแรงสูงที่เธอเห็นระหว่างนั่งรถในช่วงทัวร์อัลบั้มก่อนของเธอ ซึ่งทำให้เธอนึกถึงความผูกพันกับเพื่อนและครอบครัวที่อยู่ห่างไกล “มันทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงถึงที่บ้านตอนที่ฉันรู้สึกเศร้า และฉันก็หวังว่า ‘Pylon’ นี้จะเชื่อมโยงถึงคุณเหมือนกัน”
เธอยังให้สัมภาษณ์กับ BBC Radio ถึงความรู้สึกต่อการทำเพลงในอัลบั้มใหม่นี้ว่า “มันเหมือนกับว่าฉันกำลังเผยอีกด้านหนึ่งของตัวเอง ซึ่งเป็นด้านที่ฉันรู้สึกอาย หรือกลัวที่จะเปิดเผยให้แม้แต่เพื่อนๆ เห็นมาโดยตลอด” เธอเสริม “ฉันจำเป็นต้องเขียนมันออกมาเพื่อให้ตัวเองเข้าใจตัวเองมากขึ้นอีกหน่อย และฉันว่านั่นคือเหตุผลที่ฉันเขียนเพลงมาโดยตลอด”
ในสามอัลบั้มที่ผ่านมา Beabadoobee ค่อยๆ ขยับตัวเข้าใกล้เสียงเพลงป๊อปมากขึ้นเรื่อยๆ และมากที่สุดใน “This Is How Tomorrow Moves” ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เธอได้ไปร่วมเล่นเปิดทัวร์ Eras ของ Taylor Swift ในปี 2023 แต่พอถึงคราวทำ “Pylon” เธอเลือกเปลี่ยนจากเส้นทางที่คุ้นเคย ไปยังทางดนตรีที่ตัวเองหลงใหลมานาน นั่นคือกลิ่นอายของ grunge ดั้งเดิม และ midwest emo ซึ่งตามที่ Complex รายงานไว้ เธอเคยบอกกับ Zane Lowe ว่าเป็นแนวเพลงที่ตัวเองชอบมานานแล้ว และรอคอยจังหวะที่จะได้ลองทำเวอร์ชันของตัวเองดูสักครั้ง
เพลงเปิดและเพลงปิดของอัลบั้มนี้ดูเหมือนจะถูกวางไว้ให้สะท้อนกันเอง เพลงแรกในอัลบั้มอย่าง “Pylon” เปิดตัวมาด้วยดนตรีสบายๆ ก่อนจะค่อยๆ ทวีความเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยพลังในช่วงท้าย ส่วน “Satellite” พูดถึงการคิดถึงคนที่ห่างหายไป การเฝ้ารอผ่านโทรศัพท์และโคจรรอบบุคคลนั้นราวกับเป็นดาวเทียมที่โคจรรอบดาวเคราะห์ เพลงนี้ก็ค่อยๆ ไต่ระดับของอารมณ์และดนตรีขึ้นในทิศทางเดียวกัน ราวกับอัลบั้มทั้งชุดได้ถูกเชื่อมโยงด้วยกระแสไฟเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ
อัลบั้มนี้ยังมาพร้อมนักร้องรับเชิญระดับแนวหน้าซึ่งล้วนเป็นศิลปินที่เธอชื่นชอบ เพลง “Nothing to Prove” มี Hayley Williams มาร่วมโชว์พลังเสียงร้องแบบที่แฟนเพลงวง Paramore คุ้นเคย ส่วนเพลง “Powerlines” เป็นการร้องร่วมกับ Brendan Yates จากวงฮาร์ดคอร์พังก์อย่าง Turnstile และถือเป็นการอัดเพลงร่วมกันครั้งแรกของทั้งคู่ หลังจาก Beabadoobee เคยพูดถึงความชื่นชอบวง Turnstile มาตั้งแต่ปี 2024
นอกเหนือจากเพลงที่มีแขกรับเชิญ เพลงที่เหลือในอัลบั้มคือพื้นที่ที่ Beabadoobee ถ่ายทอดความรู้สึกและเรื่องราวส่วนตัวอย่างเต็มที่ เนื้อหาของอัลบั้ม “Pylon” โดยรวมสื่อถึงความสับสน ความเหนื่อยล้าจากการอยู่ไกลบ้าน ความไม่มั่นคงของชีวิตนักดนตรีที่ต้องออกเดินทางแสดงแทบจะตลอดเวลา และความโกรธเกรี้ยวต่อคนที่เข้ามาเพราะชื่อเสียงของเธอมากกว่าความจริงใจ
เพลง “Switchblade” ถ่ายทอดความรู้สึกเปราะบาง การป้องกันตัว และการยอมรับความสับสนในชีวิต ขณะที่ “Sun Has Set” คือเพลงที่ไม่มีการอ้อมค้อมใดๆ เธอเลือกพูดตรงๆ ถึงบุคคลในชีวิตที่เข้าหาเธอแบบไม่จริงใจ เนื้อร้องดุดันเหมือนกำลังต่อว่าใครสักคนซึ่งหน้า ขณะที่จังหวะกลองและกีตาร์ก็เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
เธอเล่าถึงเพลง Sun Has Set กับ BBC Radio ว่า “ฉันแต่งเพลงนี้ตอนที่กำลังโกรธสุดๆ ฉันคิดว่าความย้อนแย้งในเพลงนี้คือ การที่ฉันพูดสิ่งเหล่านั้นออกไปทั้งหมด คำพูดที่อยากจะพูดใส่หน้าใครสักคน แต่ในความเป็นจริงมันกลับเหมือนมีเสียงถามขึ้นมาว่า ‘ฉันหมายความตามที่พูดไปจริงๆ เหรอ?’ มันเหมือนฉันแค่ต้องการระบายมันออกมาจากหัว ซึ่งใจหนึ่งมันก็ ‘ใช่แหละ’ มันแทบจะเหมือนภาวะเลือดขึ้นหน้าเพราะความโกรธ มีทั้งความแค้น ความเสียใจ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีองค์ประกอบของความรู้สึกอับอายขายหน้าในตัวเอง”
ส่วน “Write Me a Letter” เริ่มต้นด้วยจังหวะช้าๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแดดอ่อนๆ ในวันหยุด แล้วค่อยๆ ทวีความเข้มข้นจนกลายเป็นเพลงที่ระเบิดอารมณ์ราวสัญญาณเตือนของพายุฝนในท่อนท้าย และ “In Motion” เลือกเล่นกับจังหวะที่เร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ สมชื่อเพลงที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของอัลบั้มเลยทีเดียว
ท่ามกลางอัลบั้มที่เต็มไปด้วยความดุดันและอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “Spark” คือเพลงที่ยังคงความสบายๆ และไพเราะแบบใกล้เคียงกับเพลงที่แฟนเพลงคุ้นเคยจากผลงานก่อนๆ เป็นเหมือนช่วงพักหายใจที่ยืนยันว่า Beabadoobee ยังไม่ทิ้งความอ่อนโยนในเพลงของเธอไปเสียทีเดียว
หลังจากอัลบั้มวางจำหน่าย Beabadoobee เตรียมเปิดตัวเพลงจาก “Pylon” ในทัวร์ “The Powerlines Tour” ซึ่งถือเป็นทัวร์อารีน่าครั้งแรกและใหญ่ที่สุดในอาชีพของเธอ โดยทัวร์เริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ที่ Mohegan Sun Arena ในคอนเนตทิคัต และมีการแสดงใหญ่ที่ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก The Kia Forum ในลอสแอนเจลิส และ The O2 ในลอนดอน และอีกมากมาย
ท้ายที่สุดแล้ว “Pylon” คือหลักฐานว่า Beabadoobee พร้อมจะเดินทางตามเสียงที่อยู่ในใจและเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ แม้ถนนเส้นนี้จะแตกต่างจากเส้นที่เธอเคยเดินทางผ่านมา เพราะสิ่งที่ทำให้เธอเติบโตขึ้นคือการโอบรับตัวเองในด้านที่ชอบและไม่ชอบ สิ่งนั้นเองที่ทำให้อัลบั้มนี้น่าติดตามยิ่งกว่าเดิม
Tracklist อัลบั้ม Pylon จาก Beabadoobee ฟังเลย http://beabadoobee.ffm.to/pylon
- Pylon
- Sun Has Set
- Estranged
- Switchblade
- Write Me A Letter
- It’s Alright
- In Motion
- Memories
- Nothing to Prove
- Radio
- Powerlines
- Spark
- Despite That
- Satellite