ย้อนกลับไปในยุคภาพยนตร์สแลชเชอร์ครองเมือง เรามักคุ้นเคยกับพล็อตเรื่องเดิมๆ อย่างกลุ่มวัยรุ่นแต่งตัวน้อยชิ้นที่ถูกฆาตกรชุดประหลาดไล่เชือดทีละคน แต่สำหรับผู้กำกับ Jane Schoenbrun กลับมองเห็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งและท้าทายกว่านั้นในคราบความบันเทิงยุค 80s ผ่านผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง Teenage Sex and Death at Camp Miasma ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเชิดชูหนังสยองขวัญยุคเก่า แต่คือการสร้างประตูมิติซ้อนประตูมิติเพื่อตั้งคำถามถึงตัวตน ตามด้วยประเด็น Sexual Awakening และบาดแผลทางจิตใจได้อย่างตรงไปตรงมา
หากใครติดตามผลงานก่อนหน้าอย่าง We’re All Going to the World’s Fair หรือ I Saw the TV Glow จะพบว่าลายเซ็นอันโดดเด่นของ Jane Schoenbrun คือการให้ตัวละครก้าวข้ามขอบเขตจากโลกความจริงไปสู่โลกเสมือน โดย Willy McGee โปรดิวเซอร์ร่วมที่ทำงานกับ Jane Schoenbrun มานานกว่าสิบปีกล่าวถึงมิตินี้ว่า “Jane Schoenbrun เป็นคนชอบทำหนังเกี่ยวกับประตูมิติ และเป็นประตูมิติที่ทับซ้อนอยู่ในประตูมิติอีกที เจนในฐานะคนทำหนังและศิลปิน สนใจเรื่องการก้าวข้ามขอบเขตจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลก มันคือการมองดูโลกที่ซ่อนอยู่ในนั้น หรือหนังที่ซ้อนอยู่ในหนัง พร้อมกับรักษาความสมบูรณ์ของจักรวาลที่มีหลายชั้นนี้เอาไว้”
ขณะเดียวกัน Jane Schoenbrun เองก็ได้ขยายความถึงการเข้าสู่โลกภาพยนตร์ Teenage Sex and Death at Camp Miasma ของตัวละครหลักอย่าง Kris Williams (รับบทโดย Hannah Einbinder) ไว้ว่า “สิ่งเกิดขึ้นกับ Kris Williams ในหนังเรื่องนี้ คือการที่เธอถูกเชิญชวนเข้าสู่จินตนาการจากต่างโลกและเข้าสู่ความรักที่จะช่วยให้เธอเปิดรับตัวเองมากขึ้น”
แม้ตัวหนังจะมีความเฉพาะตัวสูง แต่ Jeremy Kleiner หนึ่งในโปรดิวเซอร์กลับมองว่าความจริงใจนี้เองคือจุดแข็งที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าถึงคนดูทุกคนได้ โดยเขาอธิบายว่า “มันเป็นหนังที่เปิดรับทุกคน ด้วยความมั่นใจในตัวตนและสิ่งที่มันเป็น มันเหมือนมายากลชิ้นเอก เพราะการมีความเป็นส่วนตัวสูงและเล่าถึงประสบการณ์เฉพาะตัวมากๆ ในบางครั้งก็สร้างความเป็นสากลขึ้นมาได้เช่นกัน”
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร Kris Williams และ Billy Presley (รับบทโดย Gillian Anderson) คือหัวใจสำคัญของการดำเนินเรื่อง ทั้งคู่เปรียบเสมือนคนนอกสังคมที่ค่อยๆ เผยเนื้อแท้เมื่อได้พบกัน Jane Schoenbrun อธิบายถึงเคมีของทั้งสองไว้ว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับคนสองคนที่ไม่ได้มีทางเลือกในชีวิตมากนักสำหรับคนอย่างพวกเขาสองคน และเมื่อพวกเขามาเจอกัน มันก็ชัดเจนทันทีว่าพวกเขามีความแปลกที่เข้ากันได้ดี ช่วงแรกๆ บิลลี่พูดว่า ‘มันนานมากแล้วนะที่เราไม่ได้ยอมให้ใครมาเห็นตัวตนหรือศิลปะของเรา’ โดยเธอคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คริสตลอดทั้งเรื่อง บอกเล่าถึงการรับมือกับบาดแผลทางเพศและการค้นพบทางเพศของตัวเอง ฉันหวังว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยเปิดบทสนทนาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับมิติอันหลากหลายของเรื่องเพศ”
การใช้กลวิธีที่คุ้นเคยของแนวหนังสยองขวัญฆาตกรรมต่อเนื่องมาสำรวจไอเดียเหล่านั้น ทำให้ Teenage Sex and Death at Camp Miasma มีพื้นที่มากมายสำหรับความสนุกสนาน “โดยทั่วไปแล้ว หนังไล่เชือดเป็นแนวที่เร้าอารมณ์ที่สุดในโลก เหมือนจะใกล้เคียงกับหนังผู้ใหญ่เลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในยุค 80s ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะแพร่หลาย มีฉากที่ผู้หญิงแต่งตัวน้อยชิ้นวิ่งไปมาและถูกสับเป็นชิ้นๆ โดยฆาตกรที่หายใจแรงๆ ซึ่งมักจะเป็นพวกที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศด้วย (sexual and gender deviant) แล้วมันเกิดอะไรขึ้นตรงนั้นกันแน่? ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวหรอกนะที่หมกมุ่นเรื่องเพศสภาพ”
นอกจากนี้ Teenage Sex and Death at Camp Miasma ยังตั้งใจที่จะรื้อถอนแนวคิดการสร้างหนังรีเมคยุคปัจจุบันที่ Kris นิยามว่าเป็นเพียง “แฟรนไชส์ซอมบี้” ที่ฮอลลีวูดนำมาทำซ้ำอย่างมักง่าย โดยแรงบันดาลใจของ Jane Schoenbrun มาจากการผสมผสานหนังสือวิชาการอย่าง Men, Women, and Chain Saws ของ Carol J. Clover หนังสือวิจารณ์ภาพยนตร์ Corpses, Fools, and Monsters ของ Willow Maclay และ Caden Mark Gardner เข้ากับประสบการณ์วัยเด็กที่เคยดู Buffalo Bill ใน The Silence of the Lambs (1991) หรือภาพยนตร์อย่าง Ace Ventura (1994)
“ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ฉันจะทำหนังเกี่ยวกับการตื่นรู้ทางเพศของฉัน ความรู้สึกไม่พอใจในเพศสภาพตัวเอง และการกลับเข้ามาอยู่ภายในร่างกายของตัวเองได้อย่างไร’ และมันชัดเจนมากว่าหนังแบบนี้ต้องมีบทสนทนาร่วมกับตัวละครอย่าง Buffalo Bill หรือ Norman Bates รวมถึงภาพจำของมอนสเตอร์ข้ามเพศ ซึ่งสิ่งนี้เคยเป็นส่วนสำคัญในภาพลักษณ์และการรับรู้ตนเองที่อยู่ภายในจิตใจของฉันก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการข้ามเพศ (internalized self-image pre-transition) และเป็นภาพจำทางวัฒนธรรมของฉันและเด็กสาวข้ามเพศคนอื่นๆ ที่ฉันคิดว่ายังคงมีอยู่ในสายตาของคนจำนวนมาก” Jane Schoenbrun กล่าวเสริม
โปรดิวเซอร์ Dede Gardner กล่าวชมเชยบทภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเขียนขึ้นมาจากความเชื่อมั่น ความชัดเจน และความรักในแผ่นฟิล์มอย่างแท้จริง “ความรักในภาพยนตร์ ความรักในความทรงจำส่วนตัวของแต่ละคนเกี่ยวกับภาพยนตร์อย่างเราค้นพบหนังเรื่องนี้เมื่อไหร่ แล้วเราดูมันที่ไหน” ทีมงานเบื้องหลังทุกคนจึงทุ่มเทสร้างสรรค์จักรวาลแฟรนไชส์หนัง 80s จำลองนี้ขึ้นมาอย่างละเอียดอ่อน
Kendra Terpenning ดีไซเนอร์ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานเอาไว้ “ฉันได้รวบรวมภาพของตัวร้ายสแลชเชอร์ที่เป็นต้นแบบของความสยองที่ตราตรึงผู้คนเกือบทุกตัวตลอดช่วงยุค 70s และ 80s และปีผ่านๆมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวร้ายที่มีแฟรนไชส์ยาวนาน เพื่อนำมาสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่อง” และสำหรับการออกแบบชุดของฆาตกรหลักอย่าง Little Death เคนดร้าตั้งใจที่จะออกแบบชุดนักเรียนค่ายพักแรมที่หุ้มด้วยพลาสติก หลังจากที่เจนทักขึ้นมาว่า “จะเป็นยังไงถ้ามันเหมือนกับพลาสติกที่ห่อหุ้มร่างของ Laura Palmer (จาก Twin Peaks) ตอนเกยตลิ่ง” จนกลายเป็นชุดของวายร้ายที่ไล่เชือดผู้คนในค่ายมิแอสมาที่เราเห็นกันในเรื่อง
ขณะที่ Brandon Tonner-Connolly และ Matt Hyland ทีมโปรดักชันดีไซน์ พวกเขาเคยออกแบบงานสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง I Saw the TV Glow มาก่อน ซึ่งได้ดึงเอาสไตล์จากภาพยนตร์สยองขวัญญี่ปุ่นเรื่อง Kwaidan (1964) ที่ถ่ายทำในสตูดิโอ แต่ก็มีฉากภายนอกและฉากหลังที่สร้างขึ้นอย่างประณีตและทรงพลัง Matt Hyland ยังเสริมต่อด้วยว่า “มันไม่สามารถเลียนแบบ Evil Dead หรืออะไรทำนองนั้นได้ กระบวนการทำงานจึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมในการพูดคุยระดมสมองกัน ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างสูง แถมบทภาพยนตร์เรื่องนี้ท้าทายมาก ทั้งในด้านโลจิสติกส์และความคิดสร้างสรรค์ ทุกสิ่งที่เราทำต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ”
ด้านผู้กำกับภาพ Eric K. Yue ได้อธิบายถึงงานภาพของ Teenage Sex and Death at Camp Miasma ว่า “หนังเรื่องนี้อ้างอิงถึงผลงานสยองขวัญยุค 80s แบบหนังซ้อนหนังก็จริง แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คนดูจะชี้ได้ทันทีว่าเหมือนกับเรื่องไหนเป็นพิเศษ มันเกี่ยวกับประสบการณ์การดูหนังเก่าๆ เหล่านี้ และการที่สมองของคุณประกอบภาพรวมของหนังสยองขวัญขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นภาพความทรงจำที่เลือนรางและถูกนำมาเรียงต่อกันจากหลายๆ สถานที่”
ความหลงใหลในรายละเอียดแสดงออกมาผ่านของสะสมประกอบฉาก ไม่ว่าจะเป็นกล่องม้วน VHS โปสเตอร์ เกมกระดาน หรือหุ่นโมเดลที่ปรากฏในฉากเปิดเรื่อง ทั้งหมดเกิดจากการรวบรวมทีมงานมานั่งระดมไอเดีย คิดสโลแกนตลกๆ และสร้างสรรค์ของที่ระลึกจำลองขึ้นมาร่วม 100 ชิ้น ทั้งนี้ ผู้กำกับ Jane Schoenbrun กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจว่า “ฉันหวังว่ามันจะแสดงให้เห็นถึงความรัก เพราะของทั้งหมดนั้นสร้างสรรค์ขึ้นด้วยมือจริงๆ”
Teenage Sex and Death at Camp Miasma เข้าฉายเร็วๆ นี้ ในประเทศไทย
| Year | |
| Directed | |
| Written | |
| Run Time | |
| Content Warning |