brookelen ศิลปินเพลงอินดี้ร็อกมากฝีมือจากลอสแอนเจลิส พยายามค้นหาความสมดุลผ่านซิงเกิลใหม่ล่าสุดอย่าง “shadow” เพลงสไตล์กรันจ์ถ่ายทอดภาวะการสลายของอัตตาผ่านแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าปรัมปรา ผลงานจากอัลบั้ม EP ชุดที่ 3 ในชื่อ “dark side of the sun” ในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ภายใต้สังกัด Soliloquy Records
สำหรับบทเพลง “shadow” เป็นบทเพลงที่มีความเรียบง่ายและเป็นกันเอง ซึ่งสื่อถึงภาวะการสลายของตัวตนโดยตรง ศิลปินได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังเพลงนี้ไว้ว่า “ฉันหลงใหลในเรื่องตำนานเทพปกรณัม โหราศาสตร์ และอาจรวมไปถึงปีศาจวิทยา ฉันเขียนเพลงนี้ขึ้นมาจากเรื่องราวของ Icarus ผู้บินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไปจนทำให้ปีกขี้ผึ้งของเขาละลายหลอมเหลวและต้องจบชีวิตลง เพลงนี้จึงเป็นเตือนใจให้เราค้นหาความสมดุล ทั้งหยินและหยาง ฉันชอบการร้องเพลงที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นกันเอง ผสานเข้ากับเสียงกีตาร์สไตล์ฟัซซ์ร็อก”
ในส่วนของ “omen” เพลงสไตล์ Witch-rock ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้ทราบข่าวการหมั้นหมายของแฟนเก่า โดยศิลปินกล่าวว่า “Omen คือบทเพลงสไตล์วิตช์ร็อกของฉัน ที่พูดถึงการเฝ้ามองสัญญาณเตือนและลางบอกเหตุล่วงหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่การตระหนักรู้ในตนเอง ความเป็นอิสระ ความหลากหลายทางเพศหรือ Queerness และการยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็นอย่างแท้จริง”
ชื่อของอัลบั้ม EP ใหม่อย่าง “dark side of the sun” มีความย้อนแย้งในตัวเองอย่างตั้งใจ แม้ว่าดวงอาทิตย์จะเป็นพลังงานที่สว่างไสวและค้ำจุนชีวิตมากที่สุดในระบบสุริยะ แต่ dark side of the sun กลับจินตนาการถึงน้ำหนักอันไร้ตัวตนที่โอบอุ้มสิ่งต่างๆ ที่แผดเผาอย่างโชติช่วงไว้ ผลงานนี้ไม่ได้อ้างอิงถึงหลักดาราศาสตร์ แต่นำมาใช้เป็นอุปมาถึงส่วนที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ ทั้งอัตตา ความลับ บาดแผลทางจิตใจ ความอับอาย ความสงสัย และความรักที่สูญสิ้นไป
ตลอดทั้ง EP นี้ brookelen ได้สำรวจประเด็นเรื่องบาดแผลทางจิตใจจากศาสนา ความหลากหลายทางเพศ เพศวิถี และความเป็นอิสระ ผ่านสัญลักษณ์ที่ปรากฏซ้ำๆ ทั้งทูตสวรรค์และปีศาจคัมภีร์ปฐมกาล ตำนานปรัมปรา ลางบอกเหตุ และอิคารัส เพลงเหล่านี้โอบรับความย้อนแย้ง เพื่อชวนให้ผู้ฟังขบคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อความเชื่อชนเข้ากับเสรีภาพ เมื่อความเศร้าโศกเปลี่ยนผ่านกลายเป็นการเปลี่ยนแปลง และเมื่อความเปราะบางแปรเปลี่ยนเป็นความเข้มแข็ง
ในเชิงดนตรี dark side of the sun ได้ผสมผสานแนวเพลงอินดี้ร็อก การเรียบเรียงเสียงประสานแบบวงออเคสตรา โครงสร้างดนตรีแบบโพสต์ร็อก และความละมุนเป็นกันเองแบบโฟล์ก เข้าไว้ด้วยกัน จนเกิดเป็นสุนทรียศาสตร์ทางเสียงที่สมบูรณ์แบบและมีความเป็นส่วนตัวสูง ผลงานนี้บันทึกเสียงในรูปแบบไลฟ์สด เพื่อเก็บรักษาทุกเสียงลมหายใจ การไต่ระดับอารมณ์ และความแตกสลายเอาไว้ ทำให้ความรู้สึกอันแท้จริงยังคงเป็นศูนย์กลางของทุกบทเพลง
“dark side of the sun คือการจ้องมองไปยังส่วนต่างๆ ในตัวเราที่เรามักจะซ่อนไว้” brookelen กล่าว “มันคือการค้นพบว่าการเยียวยาไม่ได้หมายถึงการกลายเป็นคนใหม่ แต่คือการยินยอมให้ตัวเราเองได้ถูกมองเห็นอย่างแท้จริงในที่สุด”
อัลบั้มชุดนี้ได้ Claire Morrison จากวง GOON มาเป็น sound engineer ให้ พร้อมการโปรดิวซ์เพิ่มเติมและผสมเสียงโดย Pearce Gronek ผู้เคยร่วมงานกับ Exum, Hudson Freeman, Miya Folick, Paper Lady
ส่วนซิงเกิลแรกอย่าง “hide” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวง Alice In Chains และ Hole ถือเป็นการคืนสู่ตัวตนของศิลปิน ผ่านบทเพลงที่ขับเคลื่อนด้วยกีตาร์ซึ่งเปิดเผยทุกสิ่งอย่างหมดเปลือก และนับเป็นผลงานที่มีการคอลแลปส์หรือร่วมมือกันมากที่สุดของเธอ
หากมองย้อนกลับไป brookelen เติบโตมากับการย้ายรัฐไปมาหลายแห่ง แต่เธอยกให้รัฐเวอร์จิเนียเป็นเหมือนบ้าน ที่ซึ่งเธอได้เริ่มเล่นเครื่องดนตรีชิ้นแรกคือไวโอลิน ในฐานะศิลปินที่ฝึกฝนด้วยตัวเอง เธอได้ย้ายมายังลอสแอนเจลิสเพื่อมองหาผู้ร่วมงาน สังคมสร้างสรรค์ และการค้นหาตัวตนใหม่ นับตั้งแต่นั้นมา เธอได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงอย่างต่อเนื่องด้วยเอกลักษณ์ด้านความซื่อสัตย์ทางอารมณ์ สัมผัสทางดนตรีแบบออเคสตรา และการเล่าเรื่องที่กล้าหาญ โดย EP เดบิวต์อย่าง time to go ได้บอกเล่าความจำเป็นอันเจ็บปวดของการปิดฉากบทเก่า ๆ ในชีวิตผ่านการเรียบเรียงเครื่องสายอันโศกเศร้าและการแต่งเพลงที่มีความกวี
ส่วน EP ถัดมาอย่าง going, going, gone ได้ขยายเรื่องเล่าไปสู่การรอดชีวิตและการเริ่มต้นใหม่ โดยสำรวจประเด็นการเลิกสารเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว และสุขภาพจิต ผ่านกำแพงเสียงฟีดแบ็กของกีตาร์และการเรียบเรียงออเคสตราที่ยิ่งใหญ่ ผลงานทั้งหมดนี้ได้สร้างให้การแต่งเพลงของ brookelen เป็นพื้นที่แห่งการสะสาง การเยียวยา และการปลดปล่อย และในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เธอพร้อมที่จะเพิ่มมิติใหม่ให้กับผลงานเพลงของเธอ ซึ่งจะผลักดันไปสู่จุดสูงสุดของสุนทรียภาพทางเสียงและมิติความลึกของการแสดงออกถึงตัวตน ทำให้เธอดิบ เผยความจริงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา