[Exclusive Interview] การเดินทางกลับสู่ตัวเองของ Julia Jacklin ในอัลบั้ม ‘The Gem’

| | ,

การลงมือสร้างสรรค์อัลบั้มเพลงสักชุดนั้น ไม่ต่างจากการออกเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบในชีวิต สำหรับ Julia Jacklin ศิลปินและนักแต่งเพลงชาวออสเตรเลีย ผลงานในอัลบั้มล่าสุดอย่าง The Gem สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโต การเรียนรู้ และการตกผลึกทางอารมณ์ หลังจากผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นในชีวิตมาอย่างยาวนาน 

วันนี้ The Noize Magazine ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Julia Jacklin เกี่ยวกับการทำอัลบั้มใหม่ แรงบันดาลใจ การยืนหยัดและมุมมองของการเดินทางในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อประกอบร่างกลายเป็นอัลบั้ม The Gem ที่จะปล่อยมาให้ทุกคนได้ฟังกันเร็วๆ นี้

The Gem การเดินทางของ Julia Jacklin กลับสู่บ้านที่ปลอดภัย

“ฉันใช้เวลาสักพักเลยในการลงมือทำอัลบั้มนี้ เพราะฉันพยายามอย่างมากที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง” นั่นคือสิ่งแรกที่จูเลียกล่าวกับ The Noize Magazine เกี่ยวกับกระบวนการทำอัลบั้ม The Gem “เพราะงั้น ฉันก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นตัวแทนช่วงเวลาในชีวิตที่ผ่านมาได้ดี เพราะในตอนนั้นฉันเองค่อนข้างสับสนกับหลายๆ อย่าง และคิดว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันส่งออกมาผ่านอัลบั้มนี้ รวมไปถึงการทบทวนบทบาทของตัวเองในแบบที่แตกต่างกันออกไป มีบางเรื่องที่ตอนนี้ฉันเติบโตขึ้นและรู้สึกเปลี่ยนไปจากเดิม แต่การทำอัลบั้มนี้ช่วยให้ฉันเข้าใจเรื่องเหล่านั้นได้ดีมากขึ้น” 

ในการทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาของชีวิต บ้านหรือพื้นที่ปลอดภัย ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่หลายๆ คนเลือกจะเดินทางกลับไป ด้าน Julia Jacklin เองก็เช่นกัน เธอเลือกบันทึกเสียงทั้งอัลบั้มในบ้านที่เมลเบิร์นร่วมกับเพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งการที่ได้อยู่ในพื้นที่ที่คุ้นเคย ทำให้บรรยากาศในการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับผลงานในอดีต

Julia Jacklin - The Hardest Thing [Official Video]

“ฉันรู้สึกสบายใจสุดๆ  แม้ว่าโดยปกติแล้วการทำเพลงจะมาพร้อมกับความไม่สบายใจบ้าง แต่ว่าบรรยากาศมันคล้ายกับตอนที่ฉันเพิ่งเริ่มทำเพลงใหม่ๆ เลย” จูเลียอธิบายถึงการกลับมาอัลบั้มในเมลเบิร์น “แบบตอนที่คุณยังไม่รู้จักใครในวงการนี้ ไม่มีแรงกดดันว่าต้องทำงานกับคนนั้นคนนี้เพื่อให้มันดูเท่ หรือทำให้คนฟังเพลงเยอะขึ้น ฉันสามารถควบคุมการตัดสินใจต่างๆ ได้ด้วยตัวเองในห้องอัด เพราะบางครั้งการทำเพลงเป็นอาชีพ มันจะมีสภาวะอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันซ่อนอยู่โดยที่ไม่มีใครพูดออกมา การที่ไม่ต้องรู้สึกแบบนั้นมันดีมากจริงๆ มันเหมือนช่วงเริ่มต้นของอาชีพที่เราแค่มาเล่นดนตรีด้วยกัน ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมากกว่าอัลบั้มก่อนๆ โดยเฉพาะอัลบั้มล่าสุดที่ผ่านมาของฉันมากเลย”

สำหรับศิลปินที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทัวร์คอนเสิร์ต ความหมายของคำว่า “บ้าน” ได้เปลี่ยนไป ทั้งในแง่ของสถานที่และความรู้สึกภายในใจ “ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าการรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน คือการฟังเสียงของร่างกายและดูว่ามันตอบสนองต่อคนรอบข้างอย่างไร” 

จูเลียเปิดเผยถึงความหมายของคำว่าบ้าน “การที่ได้อยู่ท่ามกลางคนที่ฉันไว้วางใจได้เต็มร้อย ที่ไม่ได้แค่เคารพฉันในฐานะศิลปินเท่านั้น แต่ยังชอบฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจากใจจริง มันเป็นความรู้สึกแสนวิเศษ และฉันไม่เคยรู้สึกมากขนาดนี้่มาก่อน การได้ทำอัลบั้มนี้ทำให้ฉันได้อยู่ท่ามกลางคนที่พิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพวกเขาต่างเคารพและจริงใจกับฉันจริงๆ”

ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา จูเลียยังได้ใช้เวลาตกตะกอนความคิดและซึมซับถึงความเป็นบ้านของพื้นที่ดังกล่าวไปกับการเดินเท้าในย่านที่ตัวเองอยู่ไปยังสตูดิโอที่ตั้งห่างออกไปเกือบ 1 ชั่วโมง 45 นาที “การได้ออกเดินก่อนเริ่มวันใหม่ มันช่วยให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงและเหมือนอยู่บ้านที่นี่จริงๆ” เธอกล่าว 

[LINK]

สำหรับในอัลบั้มนี้ เพลง ‘If I Had the Hand of God’ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยความเปราะบาง จูเลียเล่าจุดเริ่มต้นของการเขียนเพลงนี้เอาไว้ให้ฟังว่าเป็นเพลงที่เธอเริ่มเขียนตอนเดินทางไปหาเพื่อนที่แนชวิลล์ สหรัฐอเมริกา “ตอนนั้นเป็นช่วงพักทัวร์ ฉันเริ่มตั้งคำถามว่ามันคุ้มค่าจริงรึเปล่ากับการเป็นศิลปินที่ตะเวนออกทัวร์ไปตามที่ต่างๆ ในเมื่อฉันต้องพลาดชีวิตที่บ้านไปเยอะมาก พอทำไปนานๆ คุณจะรู้สึกว่า ‘ฉันกำลังพลาดช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิตทของคนรอบตัวไปหมดเลยนี่นา’ ขณะที่พวกเขากำลังเติบโตและใช้ชีวิต แต่คุณไม่ได้อยู่ตรงนั้น คุณกลายเป็นคนแปลกหน้าในชีวิตพวกเขาเพราะทุกคนมักจะคิดว่ายังไงคุณก็ไม่ได้สะดวกมาเจอกันในช่วงเวลานั้นๆ”

“นอกจากนี้แล้ว  แนชวิลล์ก็ยังเป็นเมืองที่แปลกสำหรับนักดนตรี พอการทำเพลงมาเจอกับเรื่องเงินๆ ทองๆ จนทำให้บางส่วนมันเหมือนสวนสนุกดนตรีที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองแต่เรื่องเงินหรือรายได้ ซึ่งฉันรู้สึกไม่เชื่อมโยงเท่าไหร่ แต่ฉันก็รู้จักหลายคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นและรักเมืองนั้นนะ” 

เธอเสริมต่อเกี่ยวกับเพลงนี้ว่า “การใช้คำว่า ‘Hand of God’ ก็เลยกลายเป็นการพูดถึงว่า ‘ถ้าฉันสามารถมองเห็นอดีตและอนาคต และสามารถมองเห็นภาพรวมของชีวิตฉันได้ ฉันจะยังคงให้ความสำคัญกับสิ่งนี้อยู่ไหม ฉันโฟกัสกับสิ่งนี้มากไปรึเปล่า แล้วฉันกำลังพลาดสิ่งสำคัญจริงๆ ที่ฉันจะเสียใจเมื่อฉันโตขึ้นมั้ย’ เพราะงั้น มันก็เลยเหมือนเป็นคำอุปมาอุปไมยในแง่ของการมีมุมมองชีวิตที่กว้างขึ้น ซึ่งมันดูเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคุณแค่เป็นมนุษย์เดินดิน แล้วก็พยายามทำงานของตัวเองอยู่”

Julia Jacklin - I Wish (feat. The Maes) [Official Audio]

อีกหนึ่งเพลงที่โดดเด่นไม่แพ้กันเลยก็คือเพลง ‘On God Sometimes’ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่เปิดเผยความรู้สึกของเธอ และเขียนขึ้นในช่วงเวลาที่เธอไปร่วมโครงการ Artist Residency ที่ไอซ์แลนด์ ร่วมกับศิลปินสาขาอื่นๆ “ตอนฉันเขียนเพลงนี้ที่ไอซ์แลนด์ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นมองออกไปเห็นฟยอร์ด ซึ่งมีวาฬว่ายเข้ามาทุกวัน มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเล็กนิดเดียวในทางที่ดีอ่ะนะ” 

เธอเสริมต่อว่า “บางครั้ง ฉันรู้สึกว่าตัวเองเขียนเพลงเพื่อผลักดันให้ตัวเองทำบางอย่างในสิ่งที่ฉันยังไม่พร้อมที่จะทำ คุณมักจะใช้เวลานานมากในการคิดทบทวนเวลาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าในที่สุดการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ต้องมาถึง เนื้อหาของเพลงนี้ก็เลยอยากที่จะบอกว่า ‘บางครั้งคุณก็ต้องโยนทุกอย่างทิ้งไปและลงมือทำซะ’ แม้ว่าในบางครั้งที่คุณต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง มันยากลำบากและอาจทำให้หลายคนไม่พอใจ โกรธ หรือผิดหวัง แต่ใดๆ มันคือหนทางเดียวที่จะผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เพลงจะสื่อ”

นอกเหนือจากแรงบันดาลใจและมุมมองของการเดินทางของจูเลียแล้ว อัลบั้ม The Gem ยังได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ออสเตรเลียในยุค 80s และ 90s อย่าง Priscilla, Queen of the Desert, Muriel’s Wedding และ Wake in Fright อีกด้วย “ฉันชอบหนังเหล่านั้นมากจริงๆ นะ มันดูจับต้องได้ แม้ว่าอาจจะชวนเศร้าแล้วก็หดหู่ใจไปบ้าง แต่มันก็สนุกสนานและบันเทิงมากนะ หนังพวกนี้ให้เปรียบเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของฉันและฉันเองมักจะนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้เสมอ” 

Julia Jacklin - Get Away From Me (I Think I'll Love You Soon) - Visualiser

เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดเริ่มต้นในอัลบั้มเดบิวต์ปี 2016 อย่าง Don’t Let the Kids Win จนถึงปัจจุบัน จูเลียเชื่อว่าตัวเธอเมื่อ 10 ปีก่อนคงจะประหลาดใจไม่น้อยหากรู้ว่าเธอเดินทางมาไกลขนาดนี้

“ฉันคิดว่าตัวเองในตอนนั้นคงแปลกใจมากที่เราสามารถปล่อยผลงานมาตั้ง 4 อัลบั้ม เพราะตอนทำอัลบั้มแรก ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะทำอีกอัลบั้มออกมาได้ยังไง เพราะทุกเพลงที่แต่งขึ้นและชื่นชอบตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 25 ถูกใส่ไปในอัลบั้มแรกทั้งหมด เรียกได้ว่าการทำอัลบั้มแรกนั้นเต็มไปด้วยความเข้มข้น ทั้งการออกทัวร์ครั้งแรก การเป็นคนที่อยู่ในสปอตไลต์ครั้งแรก มันเหน็ดเหนื่อยจนเหมือนหดหายอายุขัยไปหลายปี” จูเลียเล่า 

“มีหลายครั้งตอนทัวร์ที่ฉันคิดว่า ‘ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากทำสิ่งนี้ต่อจริงๆ ไหม’ เพราะฉันไม่เคยรู้จักใครที่มีสัญญาทำเพลง มีผู้จัดการ หรือออกทัวร์มาก่อนเลย ฉันเป็นคนแรกในกลุ่มเพื่อน ดังนั้นถ้าตัวฉันในตอนนั้นรู้ เธอคงจะบอกว่า ‘ว้าว เธอยังทำมันอยู่อีกหรอ มันบ้าและเจ๋งมากเลยนะรู้ไหม’”

Julia Jacklin ในฐานะนักแต่งเพลงหญิงในพื้นที่ของผู้ชาย

ในอุตสาหกรรมดนตรีที่ยังมีสัดส่วนของผู้ชายเป็นหลัก การกล้าที่จะสนับสนุนและเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเธอ “มันคือการวางใจในเรื่องเล่าของตัวเอง และไม่เสียพลังงานชีวิตไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพื่อเอาพลังงานนั้นมาใช้กับดนตรี ตัวฉันเอง รวมถึงคนรอบข้างที่รักและจริงใจกับเรา โดยเฉพาะในฐานะผู้หญิงที่อุตสาหกรรมดนตรียังเต็มไปด้วยผู้ชาย” 

จูเลียเสริมต่อด้วยว่า “ฉันจึงพยายามปรับสมดุลในชีวิตการทำงาน ตอนนี้ในทีมทัวร์ของฉันมีผู้ชายแค่คนเดียว ซึ่งมันช่วยเรื่องความรู้สึกของตัวเองได้มาก เพราะในอดีตเวลาเจอการเหยียดเพศ การอยู่ท่ามกลางผู้ชายตลอดเวลามันเป็นประสบการณ์ที่โดดเดี่ยวมาก แต่ตอนนี้ทุกคนในทีมสามารถรับรู้สิ่งเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย เพราะมันคือประสบการณ์ร่วมกัน นอกจากนี้ในทางปฏิบัติ มันคือการไม่เขินอายที่จะภูมิใจในตัวเอง แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่อึดอัดบ้างในบางครั้งเพราะโลกอาจตีความไปในทางอื่น แต่ฉันแค่ภูมิใจในตัวเองและชอบงานของตัวเองจริงๆ มันง่ายๆ แค่นั้นเลย”

สำหรับผู้ฟังที่เพิ่งค้นพบผลงานของเธอผ่านอัลบั้ม The Gem จูเลียหวังเพียงให้ดนตรีของเธอได้ทำหน้าที่ในแบบที่ผู้ฟังต้องการ “ฉันมักจะคิดเสมอว่า หวังว่าคุณจะได้รับอะไรก็ตามที่คุณต้องการจากผลงานเหล่านั้นค่ะ ฉันคิดว่าในอัลบั้มนี้มีทุกสิ่งมากพอสำหรับทุกคน ฉันแค่รักการทำดนตรีจริงๆ และรู้สึกขอบคุณเสมอที่ตัวเองสามารถส่งมอบสิ่งนี้ให้กับผู้อื่นได้ หวังว่าคนฟังจะได้อะไรบางอย่างจากมันหลังจากฟังเพลงของฉันจบ และช่วยให้เข้าใจตัวเองหรือเข้าใจคนอื่นเพิ่มขึ้น แม้เพียงนิดเดียวก็ตามค่ะ”

Previous

Nigel Tay ส่งเพลงใหม่ “Manhattan Beach” พร้อมล็อคคิวเล่นเปิด Jesse Barrera & Albert Posis ที่กรุงเทพฯ

[Exclusive Interview] Julia Jacklin’s Journey Back to Herself in ‘The Gem’

Next