girli ศิลปินสาวสายขบถจากลอนดอนส่งสตูดิโออัลบั้มชุดที่สาม “it’s just my opinion” ออกมาสั่นสะเทือนวงการเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2026 ผลงานชุดนี้ถือเป็นการกลับมาในรอบสองปีหลังจากที่เธอเคยฝากความยอดเยี่ยมไว้ในอัลบั้ม “Matriarchy” เมื่อปี 2024 โดยครั้งนี้เธอกลับมาพร้อมกับความดิบ ความอัดอั้น และจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนแบบไม่แคร์สายตาใคร ซึ่งเบื้องหลังงานดนตรีอันจัดจ้านทั้ง 12 แทร็กในอัลบั้มนี้ เกิดจากการระดมสมองของทีมโปรดิวเซอร์แถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น Aidan Hogg, Dan Holloway, G Flip, Jack Bowden, Jack Kleinick, King Ed, The Orphanage, Ross Gilmartin และตัวของ girli เอง
จุดเริ่มต้นของอัลบั้มนี้เกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อ girli ตั้งเป้าหมายอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องปั้นอัลบั้มนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 9 เดือน สิ่งที่น่าสนใจคือเธอเลือกที่จะสลัดกรอบคิดแบบเดิมๆ แล้วกลับไปพึ่งพาสัญชาตญาณดิบในการสร้างสรรค์ดนตรีอีกครั้ง โดยตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่มีการ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” อีกต่อไป เธอกล่าวถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตคนทำเพลงครั้งนี้ว่า “ตอนที่ฉันเริ่มทำเพลงแรกๆ ฉันมีความขับเคลื่อนทางการเมืองที่แรงกล้ามาก แต่พอนานไปมันกลับเจือจางลงเพราะฉันโดนกระตุ้นให้ทำเพลงในแบบที่ ‘ขายได้ในเชิงพาณิชย์’ มากขึ้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว และผู้ฟังก็เริ่มหันมาสนใจศิลปินที่ยืนหยัดเพื่อบางสิ่งบางอย่างจริงๆ มากขึ้นเรื่อยๆ”
ความดิบและเป็นธรรมชาติไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพาร์ตดนตรี แต่ยังสะท้อนผ่านงานศิลปะบนหน้าปกอัลบั้มที่เธอได้แรงบันดาลใจมาจากช่างภาพชื่อดังอย่าง Nan Goldin ที่มักจะถ่ายภาพผู้คนในสภาพแวดล้อมจริง ห้องนอนรกๆ และเศษซากความทรงจำที่กระจัดกระจาย girli แอบซ่อนกิมมิกหรือ Easter eggs เล็กๆ ไว้ให้แฟนเพลงได้ค้นหา ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายของตัวเธอเองในวัย 5 ขวบ ริบบิ้นรางวัลที่มีเนื้อเพลงสลักอยู่ หรือแม้กระทั่งนาฬิกาที่ตั้งเวลาตามวันเกิดของคุณยายของเธอ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในเนื้อหาแต่ละบทเพลง girli ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอคือหนึ่งในนักเล่าเรื่องที่คมคายที่สุดของยุคนี้ ผ่าน 5 แทร็กไฮไลต์ที่เผยให้เห็นตัวตนรอบด้านของเธออย่างหมดเปลือก
“Blue Sky” บทเพลงที่เธอเขียนขึ้นมาคนเดียวในเวลาเพียง 20 นาทียามที่นั่งอยู่บนโซฟาในสตูดิโอฝั่งตะวันออกของลอนดอน ขณะที่โปรดิวเซอร์กำลังทำบีตอยู่ เพลงนี้ถ่ายทอดความคิดแบบหลั่งไหลไร้การปรุงแต่ง โดยบอกเล่าถึงความอึดอัดในช่วงวัยยี่สิบ ความสับสนในการตามหาตัวตน และการยอมรับความจริงของชีวิต นอกจากนี้ยังสะท้อนความสิ้นหวังที่อยากจะวิ่งหนีจากเทคโนโลยี หน้าจอ โซเชียลมีเดีย กระจกเงา และเมืองใหญ่ เพื่อปลดแอกตัวเองจากพันธนาการของโลกยุคใหม่ มันคือมหากาพย์แห่งการออกเดินทางเพื่อตามหาจิตวิญญาณของตัวเองอย่างแท้จริง
“Slap On The Wrist” เพลงที่เป็นกระบอกเสียงอันทรงพลังและเจ็บปวดกระดอนใจ girli เล่าว่าเธอเขียนเพลงนี้ขึ้นมาจากความกลัวที่ผู้หญิงต้องเผชิญในทุกๆ วัน ภายใต้สังคมที่มองว่าความรุนแรงจากผู้ชายเป็นเรื่องปกติ และระบบกฎหมายกลับทำหน้าที่ปกป้องผู้เสียหายได้น้อยเหลือเกิน เพลงนี้พูดถึงการที่ผู้กระทำความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศลอยนวลไปพร้อมกับโทษทัณฑ์ที่เบาหวิวราวกับแค่ถูกตีก้น ในขณะที่ผู้รอดชีวิตกลับต้องทนแบกรับคำตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุของเรื่อง และต้องอยู่กับความหวาดกลัวต่อเมื่อรู้ว่าคนทำผิดมักจะไม่ได้รับผลกรรมใดๆ เพลงนี้ขอมอบให้กับผู้หญิงทุกคนที่เคยต้องเดินกลับบ้านพร้อมกับกำพวงกุญแจไว้แน่นในกำปั้น เพราะรู้ดีว่าโลกใบนี้ไม่มีวันปกป้องพวกเธอ
“Romantic Sadness” เพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำพูดของน้องสาวแท้ๆ ของเธอที่กำลังเผชิญหน้ากับความก้าวผ่านช่วงอกหัก โดยน้องสาวบอกกับเธอว่า “มันยากนะในตอนที่คุณไม่สามารถทำให้น้ำตาและความเศร้ามันดูโรแมนติกได้อีกต่อไปแล้ว และมันก็เหลือแค่ความเศร้าล้วนๆ” เธอจึงนำไอเดียนี้มาขยายความถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่พยายามทำให้ความเศร้ากลายเป็นเรื่องโรแมนติกเพื่อเยียวยาตัวเอง ราวกับชีวิตกำลังดำเนินอยู่ในภาพยนตร์อินดี้อาร์ตๆ สักเรื่อง เนื้อเพลงเต็มไปด้วยภาพจำที่ชัดเจน ทั้งคราบลิปสติกบนแก้วไวน์ การนั่งสูบบุหรี่ริมหน้าต่าง วรรณกรรมของ Jane Austen และเพลงอกหักของ Robyn มันคือการพยายามวิ่งหนีความเศร้าที่สุดท้ายแล้วมันก็ยังตามหลอกหลอนเราไปทุกที่อยู่ดี
“Squirm” แทร็กสั้นๆ ที่ทรงพลังด้วยความกวนและสไตล์อันโดดเด่น ซึ่งเธอสรุปใจความสั้นๆ ไว้ว่า “บางคนบอกว่าฉันแอบชอบเธอ ส่วนฉันบอกว่า ‘เธอทำให้ฉันขนลุกว่ะ'”
ปิดท้ายด้วย “Better Undressed” เพลงสำหรับกลุ่มคนที่ตัดใจไม่ขาดและไม่สามารถตัดขาดการติดต่อหลังเลิกราได้ girli นิยามความสัมพันธ์ในเพลงนี้ไว้ได้อย่างแสบสันว่า สิ่งเดียวที่แปลกประหลาดกว่าการเปลื้องผ้าด้วยกันกับใครสักคน คือการต้องมานั่งใส่เสื้อผ้ากลับคืนหลังจากนั้น การที่เคยรู้จักและสัมผัสกันอย่างลึกซึ้ง แล้วต้องแกล้งทำเป็นเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มันเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากเย็นเหลือเกิน