หลังจากปล่อยให้แฟนนิยายรอคอยมานานกว่า 3 ทศวรรษ ในที่สุดตัวละครระดับตำนานอย่าง Dr. Kay Scarpetta แพทย์นิติเวชหญิงผู้แข็งแกร่งจากปลายปากกาของ Patricia Cornwell ก็ได้โลดแล่นบนหน้าจออย่างสมศักดิ์ศรี ในซีรีส์แนวอาชญากรรมระทึกขวัญเรื่อง Scarpetta ซึ่งเตรียมจะสตรีมให้ชมกันทาง Prime Video ในวันที่ 11 มีนาคมนี้ โดยความพิเศษของโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่การดัดแปลงจากหนังสือ แต่คือการประกาศว่านี่คือผลงาน “โดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิง” อย่างแท้จริง
Scarpetta เล่าเรื่องราวของ Dr. Kay Scarpetta แพทย์นิติเวชผู้ไม่ยอมแพ้มุ่งมั่นที่จะเป็นเสียงของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เพื่อเปิดโปงฆาตกรต่อเนื่อง และพิสูจน์ว่าคดีที่สร้างชื่อให้เธอเมื่อ 28 ปีที่แล้วจะไม่กลายเป็นจุดจบของเธอเช่นกัน ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นการสืบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซีรีส์จะพาผู้ชมเจาะลึกไปไกลกว่าที่เกิดเหตุเพื่อสำรวจความซับซ้อนทางจิตวิทยาของทั้งอาชญากรและผู้สืบสวน สร้างความตื่นเต้นระทึกขวัญหลายมิติที่สำรวจถึงสิ่งที่ต้องแลกมาจากการแสวงหาความยุติธรรมไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
ซึ่งทางฝั่งของโชว์รันเนอร์อย่าง Liz Sarnoff ผู้เคยฝากผลงานเขียนบทระดับขึ้นหิ้งอย่าง Deadwood, NYPD Blue และ Lost ได้ก้าวเข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนซีรีส์เรื่องนี้ เธอเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจมาก เพราะตลอดอาชีพการทำงานของฉัน ฉันเขียนบทให้ตัวละครชายมาโดยตลอด ในช่วงที่ฉันเริ่มเขียนบทโทรทัศน์ ตัวละครหญิงแทบไม่มีบทบาทสำคัญ พวกเธอมักจะเป็นแค่ส่วนประกอบหรือตัวแถม แต่ซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างออกไป เพราะผู้หญิงคือหัวใจหลักของเรื่อง ส่วนผู้ชายเป็นเพียงแค่แฟนหนุ่มหรือสามีเท่านั้น“
ความน่าสนใจของ Scarpetta คือการที่ตัวละครหญิงในเรื่องไม่ต้องอาศัยการตอบโต้กับตัวละครชายเพื่อให้ตัวเองดูน่าสนใจ Liz Sarnoff ตั้งใจเขียนบทให้เห็นภาพผู้หญิงในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ, เลขานุการ, เจ้าหน้าที่ FBI, ไปจนถึงแพทย์นิติเวช ซึ่งการได้นักแสดงระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดอย่าง Nicole Kidman และ Jamie Lee Curtis มารับบทนำพ่วงตำแหน่ง Executive Producer ยิ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีพลังดึงดูดอย่างมหาศาล
หนึ่งในการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดที่สุดของ Liz Sarnoff คือการใช้เส้นเรื่องแบบคู่ขนาน (Dual Timelines) โดยเล่าเหตุการณ์ทั้งในยุคปัจจุบันและยุค 90s เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นพัฒนาการของ Dr. Kay Scarpetta ตั้งแต่เริ่มอาชีพในช่วงวัย 30 (รับบทโดย Rosy McEwen) จนถึงปัจจุบันในวัย 50 กว่า (รับบทโดย Nicole Kidman)
Liz Sarnoff ในวัย 55 ปี ถ่ายทอดมุมมองส่วนตัวลงไปในตัวละครว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เราจะเริ่มเปราะบางและยอมรับเนื้อแท้ของตัวเองได้มากขึ้น “คุณไม่สามารถหนีจากสิ่งที่คุณเป็นได้อีกต่อไป คุณอาจจะยอมรับบางอย่างในตัวเอง หรือหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่วันนี้คุณต้องอยู่กับมันในรูปแบบที่ต่างออกไป เมื่อฉันอายุครบ 50 ฉันรู้สึกถึงอิสระที่ยิ่งใหญ่ ฉันไม่รู้สึกว่าต้องแคร์ความคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อฉันอีกต่อไป ฉันสบายใจกับสิ่งที่ฉันเป็นและสิ่งที่ฉันทำมาตลอดชีวิต”
อิสระนี้เองที่ส่งผ่านไปยังการแสดงของ Nicole Kidman และ Jamie Lee Curtis ในบทพี่น้อง Kay และ Dorothy ที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว การปะทะคารมของทั้งคู่ถือเป็นไฮไลท์ที่ผู้ชมไม่ควรพลาด ซึ่ง Liz Sarnoff นิยามว่ามันคือ “ฝันที่เป็นจริง” ของคนทำซีรีส์
เส้นทางของ Scarpetta กว่าจะได้สร้างเป็นซีรีส์นั้นไม่ง่าย เพราะติดอยู่ในภาวะ “ทางตันของการพัฒนา” (Development Purgatory) มานานหลายสิบปี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Jamie Lee Curtis เพื่อนสนิทของนักเขียน Patricia Cornwell ตัดสินใจโทรหาในช่วงโควิด-19 และพบว่าลิขสิทธิ์ยังคงอยู่กับตัวผู้เขียนเอง เธอจึงไม่รอช้ารีบดีลกับ Blumhouse ทันที
แม้แต่ Jason Blum ซีอีโอของ Blumhouse ยังยอมรับว่าความสำเร็จนี้ต้องยกความดีความชอบให้ความดื้อรั้นและเสน่ห์ของ Jamie Lee Curtis ที่ทำให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้จริง โดยได้ David Gordon Green มารับหน้าที่ผู้กำกับเพื่อสร้างบรรยากาศระทึกขวัญเชิงจิตวิทยาที่เป็นเอกลักษณ์
Patricia Cornwell ผู้เขียนนิยายต้นฉบับกล่าวชมเชย Liz Sarnoff ว่าเป็นคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่ “อ่านหนังสือของเธอจริงๆ” ก่อนจะลงมือเขียนบท “คนอื่นมักจะอยากสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาเองทั้งหมดซึ่งมันไม่เคยเวิร์กเลย ฉันดีใจมากที่ลิซเลือกที่จะยึดตามเนื้อหาเดิม เพราะเรื่องราวเหล่านั้นมันประสบความสำเร็จด้วยเหตุผลของมันเองอยู่แล้ว”
ผู้ชมจะได้เห็น Kay Scarpetta ในช่วงเริ่มต้นอาชีพยุค 90s (รับบทโดย Rosy McEwen) ในฐานะหัวหน้าแพทย์นิติเวชหญิงคนแรกของ Virginia ที่ต้องเผชิญกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ และตัดสลับมาที่ช่วงเวลาปัจจุบัน (รับบทโดย Nicole Kidman) ในวัยที่เจนจัดประสบการณ์ ณ Washington D.C. เมื่อเธอพบหลักฐานว่าฆาตกรที่เธอเคยจับได้เมื่อหลายสิบปีก่อน อาจไม่ใช่ตัวจริง หรืออาจมีการฆ่าซ้ำรอยเดิมเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้โลกทั้งใบของเธอพังทลายลง
บทซีรีส์ซีซันแรกนี้เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างนิยายเล่มแรกอย่าง Postmortem (1990) และเล่มล่าสุด Autopsy (2021) ที่มีระยะเวลาห่างกันกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นการไขปริศนาคดีฆาตกรรมที่ท้าทายไหวพริบผู้ชมอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการคัดเลือกนักแสดงที่น่าสนใจอย่าง Jake Cannavale มารับบท Pete Marino วัยหนุ่ม ซึ่งเป็นบทเดียวกับที่ Bobby Cannavale พ่อแท้ๆ ของเขาแสดงในเวอร์ชันปัจจุบัน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Scarpetta แตกต่างจากซีรีส์แนว CSI ทั่วไป คือความถูกต้องแม่นยำทางนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจาก Patricia Cornwell เคยทำงานในห้องเก็บศพจริงๆ มานานกว่า 8 ปี ข้อมูลทุกอย่างจึงไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาลอยๆ
ในเวอร์ชันซีรีส์ ผู้ชมจะได้เห็นแง่มุมที่ไม่เคยเห็นในหนังสือ เช่น ความสัมพันธ์เชิงลึกเบื้องหลังประตูที่ปิดสนิทระหว่าง Kay และ Benton Wesley (รับบทโดย Simon Baker ในช่วงปัจจุบัน และ Hunter Parrish ในช่วงอดีต) รวมถึงความขัดแย้งในครอบครัวที่ถูกถักทอเข้ากับคดีอาชญากรรมได้อย่างไร้รอยต่อ