Transgender’s (in)visibility in a glimpse of Orlando: ผี บ้าน ความหลอน การทวงคืนพื้นที่ของคนข้ามเพศใน หากเล่าถึงออร์ลันโด

| | , ,

“ฉันไม่ใช่ออร์ลันโดของเชคสเปียร์—แต่เป็นของวูล์ฟ…จูเลีย เธอเข้าใจใช่ไหม (…) ฉันไม่อยากเป็นออร์ลันโดคนนี้เลยจูเลีย ฉันไม่อยากแต่งตัวแบบนี้ มีรูปร่าง หน้าตาแบบนี้ให้ใครต่อใครมองอีกแล้ว มันอึดอัดเหลือเกิน! นี่ไม่ใช่ฉัน—มัน ไม่ใช่ฉันเลย!”

(ลาดิด, 2566: 157-158)

หากเล่าถึงออร์ลันโด หรือ Orlando in a Glimpse เป็นนวนิยายกระแสสํานึกเจือกลิ่นอายกอธิคจากปลายปากกาของ ลาดิด ได้รับการเผยแพร่รายตอนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ก่อนจะตีพิมพ์เป็นเล่มใน พ.ศ. 2566 เล่าเรื่องราวของ “ออร์ลันโด” บุตรผู้ล่วงลับของครอบครัวชาวอิตาเลียนผ่านความทรงจําของ “เจ๋” เด็กมัธยมปลายชาวไทยที่ตัดสินใจใช้วันหยุดก่อนเข้ามหาวิทยาลัยที่บ้านญาติในเมืองซิเอนาประเทศอิตาลี เจ๋ไม่เคยรู้จักหรือ พบเจอออร์ลันโดมาก่อนแต่กลับเกิดความผูกพันอย่างลึกซึ้งเมื่อได้รับฟังเรื่องราวของออร์ลันโดจากปากคําของ “จูเลีย” น้องสาวที่รัก “พี่ชาย” อย่างสุดหัวใจ ตลอดระยะเวลาสองอาทิตย์ในบ้านหลังนี้ เจ๋ได้รู้จักบุตรชายคนโตของบ้านผ่านภาพถ่าย เปียโน และเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูมิหลังของเขานับตั้งแต่การเล่นเปียโนครั้งแรกเมื่ออายุเจ็ดขวบไป จนถึงข่าวคราวการล่วงลับ อันมาพร้อมกับอาการแว่วเสียงเปียโนรวมถึงความฝันที่มักจะเห็นคนผู้นี้อยู่เป็นระยะ นวนิยายเรื่องนี้ดําเนินเรื่องด้วยตัวละครคนข้ามเพศ (transgender) ได้แก่ออร์ลันโดและเจ๋ ในสถานะคน และผี

ตลอดช่วงชีวิตของออร์ลันโดและภาพจําของเขาในความทรงจําของครอบครัว อัตลักษณ์ข้ามเพศของเขามีลักษณะคล้ายผี กล่าวคือ อ่านไม่ออกมองไม่เห็น แม้อยู่ตรงหน้าก็ไม่อาจสัมผัสได้ อันเกี่ยวเนื่องจากการปฏิเสธความสูญเสียแบบเควียร์ (queer loss) ที่เกิดขึ้นในบ้านของเขา ตัวละคร “ออร์ลันโด” ใน หากเล่าถึงออร์ลันโด เป็นการเล่นล้อจากงานประพันธ์อังกฤษเลื่องชื่ออย่าง As You Like It (1600) ของ William Shakespeare และ Orlando: A Biography (1928) ของ Virginia Woolf โดยเป็นไปเพื่อนําเสนอภาวะความไม่สบายใจในเพศสภาพ (gender dysphoria) อันเกิดขึ้นกับตัวละครดังกล่าว ออร์ลันโดในเรื่องเล่าของจูเลียและในความทรงจําของ ครอบครัวคือ “บุตรชาย”และ “พี่ชาย” ผู้เป็นที่รัก ผู้ปราดเปรื่องในเปียโน แต่ความเจ็บปวดของเขาไม่ว่าจะเป็นการดํารงอยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของตนหรือการฝืนทนเล่นเปียโนเพื่อความสุขของมารดากลับไม่ได้รับการพูดถึงมากนักทําให้ตัวตนข้ามเพศของออร์ลันโดมีลักษณะโปร่งใสในบ้านหลังนี้ จนกระทั่งการมาเยือนของเจ๋ผู้เป็นคนข้ามเพศเช่นเดียวกัน 

อัตลักษณ์ข้ามเพศของเจ๋ไม่ได้บรรยายตรงไปตรงมาอย่างออร์ลันโด อันเป็นหนึ่งในอุดมการณ์การเขียนของลาดิดที่ต้องการนําเสนอคนเพศหลากหลายในฐานะความปกติธรรมดา จึงไม่มีฉาก coming out หรือพูดถึงเพศสภาพ-เพศวิถีของตัวละครโดยตรง ใน หากเล่าถึงออร์ลันโด ผู้อ่านสามารถรับรู้ความไหลลื่นทางเพศของเจ๋ผ่าน การใช้สรรพนามแทนตัวและคําลงท้ายของตัวละคร การเล่าเรื่องทั้งหมดเจ๋ใช้สรรพนามแทนตนว่า “ผม” แต่ตอนต้นก่อนจะเล่าเรื่อง เจ๋ได้เท้าความถึงวันหยุดฤดูร้อนของเขาที่ซิเอนาโดยได้กล่าวว่าเป็นเหตุการณ์ในวัยเด็กที่ “เกิดขึ้นเมื่อนานมากแล้ว ก็ตั้งแต่ที่ผมยังเรียกแทนตัวเองว่าฉัน” (2566: 5) จึงสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ที่ในเรื่องเล่านี้เกิดขึ้นก่อนกระบวนการข้ามเพศของเจ๋ ความผูกพันระหว่างเจ๋และออร์ลันโด ทําให้ตัวตนทางเพศของออร์ลันโดเปลี่ยนสถานะจากโปร่งใส กลายเป็นความหลอน บุตรที่คล้ายจะไม่มีอยู่ในบ้านหลังนี้กลับโผล่มาหลอกหลอนผ่านเสียงเปียโนและความฝันที่เจ๋ รู้สึกถึงมันได้แต่เพียงผู้เดียวหลังจากรับฟังเรื่องออร์ลันโดจากจูเลียในคืนแรกเสียงเปียโนตามหลอกหลอนเขาทั้ง กลางคืนและกลางวัน ซึ่งความถี่ของการหลอนเข้มข้นขึ้นตามปริมาณเรื่องราวที่เจ๋ได้ฟัง รวมถึง “อัลแบร์โก ลา โคลินา” หรือบ้านที่เจ๋อาศัยอยู่ก็ได้ปรับเปลี่ยนบรรยากาศจากอบอุ่นกลายเป็น “หลอน” และ “น่าขนลุก” การนําเสนอออร์ลันโดในรูปแบบผีของนวนิยายเรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นอํานาจของคนข้ามเพศในฐานะชายขอบที่สามารถเอาชนะศูนย์กลางโดยการปรับเปลี่ยนบรรยากาศแบบรักต่างเพศให้กลายเป็นพื้นที่แบบเควียร์ (queer space) ได้สําเร็จ

Transgender’s (in)visibility in a glimpse of Orlando - หากเล่าถึงออร์ลันโด - 1

“นักเปียโน” ภาพแทนเพศชายตามขนบสังคม

Judith Butler (1988) ได้อธิบายการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางเพศผ่านแนวคิด Gender Performativity ในบทความ Performative Acts and Gender Constitution: An Essay in Phenomenology and Feminist Theory ว่าสํานึกทางเพศเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมซึ่งปัจเจกปฏิบัติและ “แสดง” ตน โดยหยิบใช้นิยามทางสังคม ซึ่งต้องอาศัยความถี่ที่มากพอ หรือที่ Butler เรียกว่า “stylized repetition of act” (Butler J., 1988: 519)

ใน หากเล่าถึงออร์ลันโด บทบาทการเล่นเปียโนผูกแน่นอยู่กับบทบาททางเพศชายและหญิง (gender role) คาร์โลผู้เป็นบิดาและออร์ลันโดมักเป็นผู้บรรเลงในฐานะ “นักเปียโน” ส่วนมาติลดาและจูเลียเป็นผู้สดับบทเพลงเหล่านั้น มาติลดาได้กําหนดเส้นทางนักเปียโนให้ออร์ลันโดตั้งแต่จําความได้ด้วยเจตนารมณ์อันแรงกล้าว่า “ลูกชาย” จะต้องเป็นนักเปียโนผู้เก่งกาจเฉกเช่นสามี แต่กลับไม่กดดันจูเลียผู้เป็นลูกสาวให้ฝึกเปียโนเมื่อหล่อนแสดงออกว่าไม่สามารถ “ฝืนทน” เล่นเปียโนต่อไปได้ การบรรเลงเปียโนในนวนิยายเรื่องนี้จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับ กระบวนการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของ Butler กล่าวคือการฝึกฝนซํ้าๆ เพื่อ “กลายเป็น” อัตลักษณ์นั้นๆ ดังที่ คาร์โลเป็นนักเปียโนผู้ประสบความสําเร็จพร้อมกับการเป็นหัวหน้าครอบครัว สามีและบิดา อันเป็นบทบาทที่สังคมมอบแก่เพศชาย ในนัยหนึ่งการประสบความสําเร็จของคาร์โลจึงหมายถึงการเป็น “ชายสมชาย” ซึ่งมาติลดาคาดหวังให้ออร์ลันโดเจริญรอยตาม เป็นเหตุผลให้หล่อนเคี่ยวกรําให้ออร์ลันโดฝึกฝีมือการบรรเลงเปียโนอยู่ตลอด หล่อนมีความสุขเมื่อเห็นเขาเล่นเปียโนและกังวลใจอย่างหนักเมื่อเห็นว่าออร์ลันโดมีทีท่าห่างหายจากมันขณะที่ออร์ลันโดเรียกช่วงเวลาที่เขาไม่ได้นั่งอยู่หน้าเปียโนว่าการพัก

“ฉันก็แค่อยากพักบ้าง อยากพักเหมือนเด็กคนอื่นๆ …เหมือนเธอ หลังเลิกเรียนเธอต้องนั่งเคร่งเครียดอยู่ หลังเปียโนหรือไง ไม่เลย! เธอไม่ต้อง อย่างนั้นฉันก็ไม่ต้องเหมือนกัน”

(ลาดิด, 2566: 58) 

การที่ออร์ลันโดกล่าวว่าการเล่นเปียโนถือเป็นเรื่อง “เคร่งเครียด” ขับเน้นให้เห็นว่าเขาฝืนทนบรรเลงเปียโนมาโดย ตลอดเช่นเดียวกับที่เขาฝืนทนแสดงบทบาท “ลูกชาย” ให้มารดา ดังนั้นการขบถไม่ฝึกเปียโนจึงก่อให้เกิดความทุกข์ แก่มาทิลดาเนื่องด้วยกังวลว่า “ลูกชาย” จะออกนอกลู่ทางที่ตนได้วางไว้ (2566: 58) นอกจากนี้การ doing gender ยังปรากฏเมื่อเขาไม่ได้เล่นเปียโน การพักในความหมายของออร์ลันโดซึ่งคือการเที่ยวเล่นกับจูเลียยังแสดง ให้เห็นความเควียร์ในตัวเขา จูเลียอธิบายว่าออร์ลันโดมีร่างกายผอมแห้ง อ่อนแอกว่าตน ไม่ว่าจะเล่นกีฬาหรือเกมก็มักจะแพ้เสมอ (2566: 46) ซึ่งเป็นบุคลิกที่สังคมจัดว่าไม่สมชายเนื่องจากความอ่อนแอและบทบาทรองนั้นสงวนให้กับเพศหญิง แต่ออร์ลันโดกลับยินดีที่จะเล่นกิจกรรมเช่นนี้กับจูเลียแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวที่เขาแสดงด้านที่อ่อนแอกว่าน้องสาว อันทําให้เห็นว่า ออร์ลันโดพึงใจที่จะแสดงในบทบาทของเพศหญิงและต้องการถอยห่างจากการแสดงบทบาทลูกชาย แต่ด้วยความถี่ของการกระทําที่การเที่ยวเล่นดังกล่าวดํารงอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่เขาจะถูกมารดาบังคับให้กลับสู่เส้นทางเปียโนอีกครั้ง ทําให้อัตลักษณ์เพศชายของเขาในเวลานั้นมีความเข้มข้นเหนือเพศหญิงแม้ว่าจะสร้างความทรมานแก่เขาอย่างมากก็ตาม ดังที่ออร์ลันโดกระซิบด้วยความขมขื่นให้น้องสาวทราบถึงความทุกข์ของตนในการเล่นเปียโน

“ไม่อยาก ไม่อยู่แล้ว! ฉันเบื่อจะแย่! ให้ตายเถอะจูเลีย ฉันเลือกได้ที่ไหนกัน! เขากระซิบลอดไรฟันอย่าง ออกอารมณ์กรุ่นโกธร พระเจ้า…ใครก็ได้ ฉันภาวนาทุกวันให้ได้เลิกเล่นดนตรีบ้าๆ นี่เสียที” 

(2566: 64)

หลังจากมาติลดาเห็นว่าออร์ลันโดมีแนวโน้มละทิ้งการเป็นนักเปียโน หล่อนก็เพิ่มความเข้มข้นของการซ้อมและกีดกันไม่ให้เขาได้มีโอกาสเที่ยวเล่นกับจูเลียเพื่อป้องกันไม่ให้เขา “ออกนอกเส้นทาง” ได้อีกเป็นครั้งที่สอง อันเป็นผลให้ออร์ลันโดผู้ต้องฝืนทนสวมใส่บทบาทนักเปียโนและลูกชายอยู่ในความทุกข์ทรมานจนระบายให้จูเลียฟัง คําสบถนี้แสดงให้เห็นความทรมานของเขาที่ต้องกดทับการแสดงอัตลักษณ์เพศหญิงของตนไว้ภายในเพื่อเล่นบทลูกชายตามความต้องการของมารดา เมื่อเวลาผ่านไปความเข้มข้นของการแสดงบทบาทดังกล่าวทําให้เขาสามารถแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อออร์ลันโดได้เป็นนักเปียโนที่มิลาน การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเขาได้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความชํานาญทางเปียโน จูเลียบรรยายออร์ลันโดในวัยหนุ่มว่า “แจ่มใสแม้ไม่มีรอยยิ้มประดับ ภูมิฐานราวกับผู้ใหญ่ สูงขึ้นมากและจูเลียคงแพ้เขาหากวิ่งแข่งกันอีก” (2566: 83) แสดงให้เห็นว่าเขาสวมใส่บทบาท “ลูกชายที่ดี” ได้อย่างแนบสนิทราวกับอัตลักษณ์ของตน กระนั้นความต้องการส่วนลึกของเขาที่อยากจะเป็นเพศหญิงก็ยังคงปรากฏอยู่เนืองๆ อาทิการเปรยขึ้นมาว่าอยากเป็นอย่างจอร์นาดาแม่เลี้ยงของตน (2566: 90) หรือในรูปแบบของอาการหมองเศร้าในสามปีให้หลัง ซึ่งจูเลียบรรยายว่าเขาในเวลานั้น “ค่อนข้างสงวนคําและเฝ้าบรรเลงแต่เพลงหมองเศร้า” (2566: 154) ก่อนที่เขาจะเก็บความเศร้าไว้กับตนไม่ไหวจนต้องระบายให้จูเลียฟังในวันถัดมาถึงความอึดอัดที่ต้อง “เป็น” ผู้ชายและความต้องการที่จะแสดงออกอย่างเพศหญิง เช่นเดียวกับที่เขาไม่อาจทนเล่นเปียโนได้อีกต่อไป

“เขาหลุดปากในบางหนว่า โอ…จูเลีย ฉันไม่อยากทํามันต่อไปแล้ว ใช่ เขาหมายถึงเล่นเปียโน กระนั้นปลาย นิ้วเรียวสวยก็ยังกรีดกรายบนลิ่มนิ้ว คําพูดของเขาจึงคลอเคล้าด้วยบทเพลงโศกศัลย์ ฉันไม่อยากแล้ว ฉัน ไม่อยากเลย! แต่ให้ตายเถอะ เอ ตุดตา โคลปา มียา! ฉันจะเป็นอะไรได้ หากมิใช่นักเปียโน!”

(2566: 164) 

ออร์ลันโดทรมานกับการบรรเลงเปียโนเช่นเดียวกับการแสดงเป็นเพศชาย แต่เขาก็ไม่อาจนําตนเองออกจากบทบาทดังกล่าวได้เนื่องจากนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาชํานาญจนแสดงออกได้ “ง่ายกว่า” สิ่งที่เขาอยากเป็นอย่างที่ออร์ลันโดตอบจูเลียว่าสําหรับเขาแล้วการเป็นผู้ชายนั้นง่ายกว่า (2566: 159) ความในใจของออร์ลันโดตอกยํ้าแนวคิด gender performativity ของ Butler เมื่อความถี่ในการแสดงออกอย่างเพศหญิงยังไม่ถี่มากพอที่จะกลายเป็นอัตลักษณ์อย่างที่แสดงในเพศชายทําให้เขาบรรเลงเปียโนและเป็นผู้ชายได้ง่ายแต่เผชิญกับความยากลําบากเมื่ออยากเป็นหญิงหรือทําสิ่งอื่นนอกเหนือการเล่นเปียโน

“อัลแบร์โก ลา โคลินา” บ้านในฐานะภาพแทนสํานึกแบบรักต่างเพศ 

สํานึกแบบรักต่างเพศ (heteronormativity) เป็นหนึ่งในผลผลิตของยุคแสงสว่างทางปัญญา (the enlightenment) และยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อสังคมมองว่าการให้กําเนิดบุตรเป็นเครื่องมือแสดงถึงความก้าวหน้า โดยอัตลักษณ์แบบสองเพศ (bigenderism) และรสนิยมรักต่างเพศ (heterosexuality) อันความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดทายาทจึงกลายมาเป็นบรรทัดฐานที่สังคมให้คุณค่าพร้อมกับปฏิเสธรสนิยมรักเพศเดียวกัน (homosexuality) เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ไม่ก่อให้เกิดทายาทที่สังคมมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความก้าวหน้า จัดเป็นความสิ้นเปลืองทางอารมณ์ (useless feeling) ในบริบทของประเทศอิตาลี ทัศนคติดังกล่าวไม่เพียงฝังลึกในมโนทัศน์ระดับสังคมแต่ยังฝังแน่นในทัศนคติระดับปัจเจกบุคคลอีกด้วย จากผลการสํารวจทัศนคติและความเชื่อเกี่ยวกับค่านิยมรักต่างเพศในประเทศอิตาลีของ Springer เมื่อ ค.ศ. 2021 พบว่าค่านิยมรักต่างเพศถูกผลิตซํ้าผ่านการบังคับใช้กฎหมายและบรรทัดฐานของคาทอลิก จนกลายเป็นรากฐานทางมโนสํานึกของคนอิตาเลียนว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงตามเพศกําหนด (cisgender heterosexual) เป็นความสัมพันธ์ที่ “ถูกต้อง” เพียงรูปแบบเดียว (Scandurra C., et al, 2021: 645) และมโนสํานึกดังกล่าวยังสัมพันธ์กับมุมมองแง่ลบต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างมีนัยยะสําคัญ ซึ่งมีผลการรายงานในช่วงสิบปีที่ผ่านมาว่าผู้หลากหลายทางเพศในประเทศอิตาลีได้เผชิญกับการกดทับทางเพศขั้นรุนแรงอันเนื่องมาจากการแสดงออกทางเพศของพวกเขาที่ไม่สอดคล้องกับบรรดทัดฐานของสังคม (gender nonconformity) (2021: 639) การแสดงออกของสังคมอิตาเลียนต่อกลุ่มเพศหลากหลายไม่ได้เป็นการต่อต้าน ด้วยความรุนแรงหากแต่ต่อต้านด้วยการแสร้งเป็นไม่รับรู้ หรือ “don’t ask don’t tell” เพื่อกดดันให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศของตนจากสังคม ใน หากเล่าถึงออร์ลันโด ทัศนคติตามขนบรักต่างเพศผูกแน่นอยู่กับมาติลดาผู้เป็นมารดาของออร์ลันโด โดยมี “อัลแบร์โก ลา โคลลินา” บ้านของครอบครัวนี้เป็นภาพแทนจิตใจของหล่อน ดังที่เจ๋บรรยายสถานที่แห่งนี้ว่ามีการตกแต่งอย่างบ้านอิตาเลียนหลังอื่นๆ สื่อให้เห็นทัศนคติร่วมของสังคมอิตาเลียนนั่นคือสํานึกแบบรักต่างเพศ รวมถึงสีกระโปรงของมาติลดาเหมือนกับกําแพงบ้านไม่มีผิดเพี้ยน (ลาดิด, 2566: 14) ยังตอกยํ้าความยึดโยงหล่อนไว้กับบ้านหลังนี้ กระนั้นบ้านหลังนี้ก็มีความลับเก็บงําไว้ในรูปแบบของห้องเก็บของที่ชั้นบนสุด ซึ่งเก็บรูปถ่ายและข้าวของทั้งหมดเกี่ยวกับออร์ลันโด เช่นเดียวกับที่หล่อนเก็บงําความโหยหา “บุตรชายที่รัก” ไว้ภายใต้รอยยิ้ม และสั่งห้ามไม่ให้ใครเปิดประตูห้องดังกล่าวทิ้งไว้ 

“ในห้องซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าห้องที่ผมนอนหลายเท่า ภาพถ่ายเล็กใหญ่ถูกแขวนติดเรียงรายจนอัดแน่น ใบหน้าในกรอบรูปและดวงตาหลายสิบคู่ที่เสมือนว่ากําลังจ้องมองมาจากผนังทั้งสี่ด้านเป็นเหตุให้ผมต้อง กลืนคําถามไปพร้อมกับนํ้าลายหนืดเหนียว เหตุผลที่ป้ามาติลดาไม่ชอบให้เปิดประตูคืออะไร ช่างป้าแก เถิด! ผมไม่สนใจแล้ว!” 

(2566: 34)

เบื้องลึกในจิตใจของมาติลดาถูกนําเสนอผ่านความล้นเกิดทางกายภาพของห้อง ขณะที่ห้องอื่นๆ มีขนาด “พอดี” ห้องนี้กลับมีขนาดใหญ่เกินไป กรอบรูปเรียงชิดแน่นเกินไป และสายตาจับจ้องมากเกินไป แสดงให้เห็นความล้นเกินจากขนบสังคมของออร์ลันโดที่มาติลดาต้องการกดทับให้อยู่ส่วนลึกที่สุดในใจของหล่อนด้วยมิอาจยอมรับได้ในฐานะผู้ยึดถือทัศนคติตามขนบรักต่างเพศ ออร์ลันโดไม่เพียงมีอัตลักษณ์ข้ามเพศแต่ยังมีรสนิยมรักหลายเพศและนิยมมีความสัมพันธ์หลายคู่รักในเวลาเดียวกัน (polyamory) อันถูกกล่าวถึงในช่วงท้ายเรื่องเมื่อจูเลียเล่าว่าตนบังเอิญพบออร์ลันโดมีสัมพันธ์ฉันคนรักกับนักแสดงหญิงและชายในเวลาเดียวกัน (2566: 125) ที่ทางและการจัดการของอัตลักษณ์ที่ล้นเกินจากขนบมีลักษณะเช่นเดียวกับแนวคิด the uncanny ของ Sigmund Freud กล่าวคือ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวเนื่องจากความไม่คุ้นเคย (unfamiliar) หรือความไม่รู้ (unknown) ที่แฝงอยู่กับความคับคล้ายคับคลา (Freud S., 2003: 124-125) ซึ่งมนุษย์มักหลีกเลี่ยงด้วยการกดทับสิ่งนั้นๆ ไว้ไม่ให้ปรากฏ ในที่นี้อัตลักษณ์ทางเพศที่ล้นเกิดและสวนทางขนบของออร์ลันโดถือเป็นภัยคุกคาม สําหรับหล่อน มาติลดาจึงพยายามจัดการกับอัตลักษณ์ของออร์ลันโดด้วยการจัดเก็บไว้ ณ ห้องชั้นบนสุดของบ้าน พร้อมสั่งห้ามไม่ให้ใครเปิดประตูทิ้งไว้ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเช่นเดียวกับที่สังคมอิตาเลียนปฏิบัติกับกลุ่มผู้มีความ หลากหลายทางเพศ กล่าวคือการใช้ “ความไม่รู้”กดดันให้พวกเขาเก็บซ่อนอัตลักษณ์ทางเพศของตน อัลแบร์โก ลา โคลลินา จึงมีบรรยากาศอบอุ่นเช่นบ้านหลังอื่นๆ เมื่อมองข้ามห้องเก็บของ ณ ชั้นบนสุด 

Transgender’s (in)visibility in a glimpse of Orlando - หากเล่าถึงออร์ลันโด

กอธิค: อํานาจในการสร้างพื้นที่แบบเควียร์

กอธิคมีรากฐานมาจาก “กวีในสุสาน” หรือ “Graveyard Poetry” ในช่วงค.ศ 1740-1750 อาทิ Night Thoughts (1742–5) Edward’s Young, The Grave (1743) โดย Robert Blair , Meditations among the Tombs (1745-7) โดย James Hervey, On the Pleasures of Melancholy (1747) โดย Thomas Warton และ Elegy written in a Country Churchyard (1751) โดย Thomas Gray ล้วนมีอิทธิสําคัญต่อการเกิดงานประพันธ์แนวกอธิคในเวลาต่อมาและยังมีความเกี่ยวเนื่องกับงานประพันธ์แนวโรแมนติกเนื่องจากทั้งลัทธิกอธิคและโรแมนติกให้ความสนใจกับสิ่งเหนือเหตุผล (non-rational) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับยุคแสงสว่างทางปัญญาอย่างสิ้นเชิง (Smith A., 2013: 2) โดยกอธิคมุ่งนําเสนอการละเมิดบรรทัดฐานที่สังคมกําหนดโดยเฉพาะด้านศีลธรรม แต่ขณะเดียวกันก็นําเสนอการควบคุมการละเมิดนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่ง William Hughes และ Andrew Smith ได้กล่าวว่ากอธิคคือการประนีประนอมระหว่างความขัดแย้งของฝ่ายอนุรักษ์นิยม (orthodox) และฝ่ายท้าทาย (heterodox) เนื่องจากวรรณกรรมกอธิคเผยให้เห็นความเปราะบางของกฎเกณฑ์ที่สามารถถูกแทรกแซงหรือท้าทายได้ แม้ว่าจะมีตอนจบอย่างอนุรักษ์นิยมก็ตาม นอกจากนี้ทั้งคู่ยังชี้ให้เห็นว่ากอธิคและเควียร์มีความเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่ต้นเพราะรูปแบบงานประพันธ์ทั้งสองนี้กระตุ้นให้เกิดการพิจารณาความเปราะบางของขนบด้วยการยั่วล้อแต่ก็ไม่ละทิ้งขนบเสียทีเดียวเพื่อแสดงให้เห็นข้อจํากัดของขนบ ไม่ว่าจะเป็นแบบแผนการประพันธ์หรือกฎเกณฑ์ทางสังคมก็ตาม (Hughes, W., & Smith, A: 2009. 1-3)

เมื่อเจ๋เดินเข้ามาอัลแบร์โก ลา โคลลินา ครั้งแรกเขาบรรยายว่าบ้านหลังนี้มีลักษณะเหมือนบ้านอิตาเลียนหลังอื่นๆ ที่เขาพบเห็นระหว่างทาง คือมีสีนํ้าตาลส้มที่ทําให้ “ไม่ได้ดูน่าหวาดกลัวเหมือนโรงแรมผีสิง” (ลาดิด, 2566: 12) แม้จะเป็นอาคารเก่าแต่ก็ดูไม่ทรุดโทรม ห้องพักขนาดไม่ใหญไม่เล็กจนเกินไปรวมถึงทิวทัศน์ที่ถูกบรรยายว่างดงามทําให้บรรยากาศโดยรวมของอัลแบร์โก ลา โคลลินายังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบ้านตามขนบ แต่บรรยากาศและความรู้สึกดังกล่าวกลับคงอยู่ได้ไม่นานก็อันตรธานไปจากเจ๋ ตั้งแต่ได้ยินชื่อออร์ลันโดเป็นครั้งแรกเจ๋เกิดอาการ “ขนคอลุกซู่” (2566: 22) และการบรรยายสภาพของอัลแบร์โก ลา โคลลินาหลังจากนั้นก็แปรเปลี่ยนจากความ “ธรรมดา” กลายเป็นความ “น่าพรั่นกลัว” อันเป็นผลมาจากการหลอกหลอนของผีออร์ลันโด

“แสงขุ่นมัวจากหลอดไฟบนเชิงเทียนซึ่งแขวนไว้กับเพดานอาบไล้ใบหน้าของบุคคลในกรอบรูป ผมหันรีหันขวางจ้องมองไปรอบๆ ด้วยอาการตื่นกลัวสุดขีด มันไม่ได้ชวนมองสักนิด มันน่าสะพรึงอย่างที่สุด ไม่ว่าจะ ปราดมองทางไหนมุมไหนก็มีแต่ดวงตา ผมขนลุกซู่ อาการเย็นวาบทั่วร่างกายเกิดขึ้นอีกหน”

(2566: 34)

อาการขนลุกของเจ๋เมื่อเข้าไปในห้องเก็บของที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของและรูปภาพของออร์ลันโดได้ทําลายบรรยากาศอบอุ่นของอัลแบร์โก ลา โคลลินาไปจนสิ้น แทนที่ด้วยความน่าสะพรึงกลัวอย่างกอธิค การตอบสนองทางร่างกายของเจ๋ (bodily response) ต่อออร์ลันโดมักเป็นในรูปแบบอาการหลอน เริ่มจากอาการขนลุก แว่วเสียงเปียโน ฝันถึงออร์ลันโดไปจนถึงเห็นภาพออร์ลันโดบรรเลงเปียโนตรงหน้าเสริมสร้างบรรยากาศกอธิคให้แข็งแรงยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นความเปราะบางของขนบรักต่างเพศอันเป็นบรรยากาศแรกเริ่มของบ้านที่ถูกแทรกแซงและยึดครองโดยอํานาจของอัตลักษณ์แบบข้ามเพศที่นําเสนอผ่านผีออร์ลันโด นอกจากนี้ลักษณะผีของออร์ลันโดที่หลอกหลอนเจ๋ภายในบ้านยังแสดงให้เห็นความเกาะเกี่ยวที่เข้มข้น (affective attachment) ระหว่างออร์ลันโดและเจ๋ผ่านอัตลักษณ์ร่วมด้วยทั้งคู่มีอัตลักษณ์เดียวกันคือเป็นคนข้ามเพศทั้งยังเป็นเพียงสองคนที่ชํานาญการเล่นเปียโน ซึ่งนวนิยายได้นําเสนอว่าความเกาะเกี่ยวทางอัตลักษณ์นี้มีความเหนี่ยวแน่นจนกลายเป็นความทรงจําที่ฝังอยู่ในร่าง (bodily memory) จึงเป็นผลให้ร่างกายของเจ๋ตอบสนองต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับออร์ลันโดไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือรูปถ่ายอย่างอัตโนมัติ ดังที่เจ๋เกิดอาการขนลุกก่อนที่จะทราบว่าบุคคลที่อยู่ในรูปถ่ายเหล่านี้คือใคร และความเกาะเกี่ยวนี้ยังทวีความเข้มข้นตามปริมาณเรื่องราวที่เขาได้ฟังจากจูเลีย ขณะเดียวกันบุคคลอื่นๆ ภายในบ้านกลับไม่เคยถูกหลอกหลอนโดยออร์ลันโดเลยแม้ว่าจะ “ปรารถนา” เพียงใดก็ตาม

“เพลงนั้น—เพลงนั้นที่หล่อนได้ยิน ฉันเคยขอฟังมิใช่หรือ! ฉันร้องขอพี่มาโดยตลอดตั้งที่…พี่ยังอยู่ และแม้ พี่จากไปโลกหน้าแล้ว ฉันก็เฝ้าขอมิใช่หรือ ทุกคํ่าคืนที่ฉันขอ ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ ที่เปียโนของพี่ ฉันก็ขอ ฉันขอ ด้วยทั้งหมดที่ฉันมี—แต่ฉันไม่เคยได้ยิน! แล้ววันนี้ก็เป็นหล่อน! หล่อนน่ะหรือ! โอ พระเจ้า…ฉันเกลียดพี่ เหลือเกิน” 

(2566: 139)

เมื่อทราบว่าเจ๋มีอาการหลอนภาพออร์ลันโดและบทเพลงของเขาที่จูเลียและมาติลดาไม่เคยได้ฟัง ทั้งคู่ก็รํ่าร้องที่จะได้ “เห็น” และ “ฟัง” เขาบ้างแต่จนท้ายที่สุดผีออร์ลันโดก็ไม่ปรากฏให้ใครอื่นเห็นอีกนอกจากเจ๋ซึ่งแสดงให้เห็นอํานาจของความเกาะเกี่ยวเชิงอัตลักษณ์ที่ทรงพลังกว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด แม้ว่าเจ๋จะได้รับอิทธิพลทางอารมณ์ต่อความผูกพันกับออร์ลันโดในช่วงต้นจากสนามพลังทางอารมณ์ที่จูเลียมีต่อเขา แต่บ้านและบุคคลภายในบ้านหลังนี้ไม่เคยยินยอมรับรู้อัตลักษณ์ข้ามเพศของออร์ลันโดเลยจึงทําให้เจ๋ที่มีอัตลักษณ์ร่วมมากกว่าเกาะเกี่ยวออร์ลันโดแนบแน่นกว่าคนอื่นๆ กระนั้นการเว้าวอนขอพบออร์ลันโดของจูเลียและมาติลดาก็ยังตอกยํ้าความสําเร็จของอัตลักษณ์ข้ามเพศเหนือขนบรักต่างเพศ เมื่อบทบาทของผู้อยู่ในขนบกลายเป็นผู้เรียกร้องที่จะถูก “มองเห็น” โดยผีอย่างออร์ลันโดเสียเอง ออร์ลันโดเติบโตและอาศัยภายในบ้านด้วยสํานึกแบบคนข้ามเพศตลอดมา เพียงแต่ สมาชิกครอบครัวเลือกที่จะไม่รับรู้และบังคับให้เขาสวมบทบาทเพศชาย เป็นผลให้ไม่มีใครสังเกตเห็นผีออร์ลันโด

การหลอกในสถานะผีจึงเป็นการเรียกคืนพื้นที่ให้ตนได้รับการมองเห็นในฐานะคนข้ามเพศและ “บุตรสาว” ไม่ใช่ “บุตรชาย” อย่างที่ฝืนแสดงออกทั้งชีวิต

“ท่ามกลางแดดจัดจ้ายามบ่าย เมื่อผมเลื่อนสายตากลับมาในรถ ที่ปลายสายตาผม—เพียงชั่วขณะแสนสั้น ผมเห็นเขา—หรืออาจต้องเรียกว่าหล่อน ออร์ลันโด ยืนอยู่ที่หน้าโค้งประตูทางเข้า ออร์ลันโดมีผมสีเข้มยาว สลวย สวมชุดกระโปรงสีขาว ความเปล่งปลั่งมลังเมลืองนั้นยังตรึงใจผมมาจนถึง ณ ขณะปัจจุบันนี้”

(2566: 180)
Book Cover

ผู้เขียน
สำนักพิมพ์
จำนวนหน้า
ISBN
ราคา
ช่องทางการสั่งซื้อหนังสือเป็นเล่ม

บรรณานุกรม

ภาษาไทย

  • ลาดิด, (2566). หากเล่าถึงออร์ลันโด. ลาดิดแอนด์มูนสเคป.

ภาษาอังกฤษ

  • Butler, J. (1988). Performative Acts and Gender Constitution: An Essay in Phenomenology and Feminist Theory. Theatre Journal, 40(4), 519–531. https://doi.org/10.2307/3207893 Hughes, W., & Smith, A. (2009). Queering the Gothic. Manchester University Press.
  • Freud, S. (2003). The uncanny. Penguin Books.
  • Scandurra, Cristiano & Monaco, Salvatore & Dolce, Pasquale & Nothdurfter, Urban. (2021). Heteronormativity in Italy: Psychometric Characteristics of the Italian Version of the Heteronormative Attitudes and Beliefs Scale. Sexuality Research and Social Policy: Journal of NSRC. 10.1007/s13178-020-00487-1.
  • Smith, A. (2013). The Gothic, 1820–1865. In Gothic Literature (NED-New edition, 2, pp. 52–86). Edinburgh University Press. http://www.jstor.org/stable/10.3366/j.ctt1g09zdb.8
Previous

The Hunger Games: Sunrise on the Reaping ทวีคูณความโหดสู่จุดเริ่มต้นประกายไฟแห่งการปฏิวัติ 19 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์