[Review] The Voice of Hind Rajab เสียงของเด็กน้อยท่ามกลางสงคราม และความคาดหวังที่จะได้กลับมาพบกับครอบครัวของเธอ

| | ,

ท่ามกลางความรุนแรงของสถานการณ์โลกในขณะนี้ที่ชวนให้หดหู่อย่างแสนสาหัส ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามต่อมนุษยชาติอย่าง The Voice of Hind Rajab หรือ ฮินด์ ราจาบ เสียงร่ำไห้จากกาซา ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะเครื่องเตือนใจให้ทุกคนหันมาให้ความสนใจกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้คนบริสุทธิ์และวาดหวังถึงวันข้างหน้าที่สันติภาพกลับคืนสู่มาตุภูมิของพวกเขา

ผลงานการเขียนบทและกำกับโดยผู้กำกับหญิงเชื้อสายตูนีเซีย Kaouther Ben Hania ที่ฝากผลงานชวนให้ตั้งคำถามท้าทายระบบที่กดทับผู้หญิงไว้หลากหลายชิ้น อาทิ Challatt Tunes (2013) และ Beauty and the Dogs (2017) ภาพยนตร์ The Voice of Hind Rajab บอกเล่าเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2024 ช่วงสุดท้ายของชีวิต Hind Rajab หนูน้อยชาวปาเลสไตน์วัย 6 ขวบที่ติดอยู่ในซากรถยนต์ท่ามกลางศพของบรรดาญาติและลูกพี่ลูกน้องที่ถูกโจมตีจากรถถังของกองทัพอิสราเอล 

เด็กน้อยได้รับสายจากอาสาสมัครจากสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (Palestine Red Crescent Society; PRCS) ที่โทรติดต่อเข้ามาหลังจากลุงของเธอพยายามขอความช่วยเหลือ แต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งเธอและอาสาสมัครอีก 2 รายที่กำลังเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุกลับถูกสังหารโดยทหารอิสราเอล จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนทั้งโลกที่ติดตามสถานการณ์ในกาซาอย่างใกล้ชิด 

ตัวอย่าง The Voice of Hind Rajab ฮินด์ ราจาบ เสียงร่ำไห้จากกาซา | Official Trailer ซับไทย

เสียงเล็กๆ ท่ามกลางโลกที่เงียบงัน 

The Voice of Hind Rajab ได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมที่ลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงการชื่นชมยาวนานกว่า 23 นาทีหลังจากการฉายรอบปฐมทัศน์ครั้งแรกที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส  (Venice International Film Festival) วันที่ 3 กันยายน 2025 ทั้งยังได้รับเสนอชื่อเข้าชิง Academy Award สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมที่กำลังจะประกาศรางวัลในเดือนมีนาคมนี้อีกด้วย

Kaouther กล่าวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสว่า ครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงสุดท้ายในสายโทรศัพท์ของ Hind ทุกอย่างมันท่วมท้นไปหมดแบบที่ไม่มีคำบรรยายไหนจะอธิบายได้ เพราะนั่นเปรียบเสมือนเสียงของทั้งกาซาที่พยายามร้องเรียกขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้

“ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบได้กับเสียงจากบรรดาแม่ พ่อ หมอ ครู ศิลปิน สื่อมวลชน อาสาสมัครและหน่วยแพทย์ พวกเขาทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต ทำตามความฝันและอยู่อย่างมีเกียรติ แต่กลับถูกพรากสิ่งเหล่านั้นไปในพริบตา พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นเรื่องราวอีกมากที่ไม่ได้มีโอกาสบอกเล่าต่อ”

ทางด้านนักแสดงชาวปาเลสไตน์อย่าง Clara Khoury ที่รับบท Nisreen Jeries Qawas เจ้าหน้าที่หน่วยสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและจิตสังคมของ PRCS ได้กล่าวถึงการทำงานว่านักแสดงในเรื่องต่างได้รับบทและศึกษาบทของตนเอง แต่ไม่เคยซ้อมกับเสียงของฮินด์ กระทั่งการถ่ายทำวันแรกที่พวกเขาได้ยินเสียงของฮินด์จริงๆ ผ่านทางหูฟังเป็นครั้งแรก ผู้ชมจะได้เห็นความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นในฐานะคนๆ หนึ่งต่อเหตุการณ์ตรงหน้า โดยไม่ใช่การแสดงแต่อย่างใด 

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งนักแสดงชาวปาเลสไตน์ Motaz Malhees ผู้รับบท Omar A. Alqam โอเปอเรเตอร์ของ PRCS ที่เป็นผู้รับสายของฮินด์กล่าวว่า การที่ได้ยินเสียงของฮินด์นำพามาซึ่งความทรงจำตอนอายุ 10 ปีที่เคยใช้ชีวิตท่ามกลางสงครามในบ้านเกิด ความเจ็บปวดนี้เหมือนกับตัวเขาตายไปแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ทั้งหมดที่เห็นในภาพยนตร์จึงไม่ใช่การแสดง แต่มันคือชีวิตจริงของเขาที่เคยประสบมา

แม้ว่าปัจจุบันจะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง สถานการณ์โดยรวมและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับปาเลสไตน์ยังส่งผลกระทบจากรุ่นสู่รุ่น โดยไม่มีท่าทีว่าผู้มีอำนาจในระดับนานาชาติจะรับฟังความทุกข์แสนสาหัสของพวกเขาและหาทางสร้างอนาคตที่ดีกว่า เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

เด็กทุกคนควรได้เติบโตอย่างปลอดภัย

The Voice of Hind Rajab ยิ่งบีบคั้นอารมณ์ไปอีกระดับตลอดเวลา 90 นาทีของภาพยนตร์ด้วยการถ่ายทำที่นำคลิปเสียงจริงของฮินด์ซึ่งโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่และแม่มาใช้ถ่ายทอดความน่าหวาดกลัวของสงคราม ผู้ชมจะได้ยินเสียงรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นห่ากระสุนที่สาดเข้ามาใส่เป็นระยะ หรือเสียงรถถังที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา รวมไปถึงคลิปวิดีโอจริงของเจ้าหน้าที่ในศูนย์ประสานงาน ซึ่งทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยความตึงเครียดถึงขีดสุด เพราะทุกวินาทีที่เสียไป หมายถึงความหวังในการช่วยชีวิตที่ริบหรี่ลง 

การทำงานแข่งกับเวลากว่า 3 ชั่วโมงของการเจรจาอันยาวนานเพื่อขออนุญาตปฏิบัติภารกิจและยืนยันเส้นทางที่ปลอดภัยได้รับการอนุมัติ ก็ได้เวลาที่รถพยาบาลของอาสาสมัคร PRCS จะสามารถเดินทางเข้าไปช่วยเหลือเด็กน้อยที่อยู่ในซากรถที่เต็มไปด้วยรอยกระสุน ซึ่งหลังจากกองทัพอิสราเอลได้ถอนกำลังออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการตรวจสอบที่เกิดเหตุและพบว่ารถยนต์ของครอบครัวฮินด์มีรอยกระสุนที่สาดเข้าใส่ทั้งสิ้น 355 นัด

แม้ว่าจะรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่ตลอดเวลาของการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ยังคิดหวังอยู่ในใจลึกๆ ให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับฮินด์ โดยที่ไม่ต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้อของผู้บริสุทธิ์อีก แต่ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงความจริงที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเสียงปืนที่ดังขึ้นในสายของทีมอาสาสมัคร PRCS ที่กำลังเข้าไปในพื้นที่บ่งบอกถึงอีกหนึ่งการสูญเสีย โดยที่ฮินด์ยังคงเฝ้ารอการช่วยเหลือที่ไม่มีวันมาถึง กระทั่งเสียงของเธอเงียบหายไปจากสายโทรศัพท์ตลอดกาลหลังจากเวลา 19.30 น.

ชะตากรรมของฮินด์ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เด็กและเยาวชนในกาซาต้องเผชิญ ทั้งๆ ที่พวกเขาเหล่านี้ควรได้มีวัยเด็กที่เปี่ยมไปด้วยความสุข รายล้อมด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตและมีชีวิตต่อไป จากรายงานของ Lancet Global Health เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 พบว่าเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีราว 22,800 คน คิดเป็น 30% จากจำนวนชาวปาเลสไตน์จำนวน 75,200 คนที่เสียชีวิตระหว่างช่วง 7 ตุลาคม 2023 – 5 มกราคม 2025 เท่ากับว่าขณะนี้ยังมีเด็กๆ อีกมากมายที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและไม่ได้อยู่ในรายงานข่าวของสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะสื่อในฝั่งตะวันตก 

‘The Voice of Hind Rajab’ gives Hind a voice again and shares Gaza’s story with the world

แด่สันติภาพของปาเลสไตน์และโลกใบนี้

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2026 ภาพยนตร์ The Voice of Hind Rajab ได้รับรางวัลภาพยนตร์ทรงคุณค่าแห่งปี (Most Valuable Film of the Year) จากงาน Cinema for Peace Gala จัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี โดยผู้กำกับ Kaouther ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์อันทรงพลัง ก่อนจะปฏิเสธการรับรางวัล จนกว่าสันติภาพจะเกิดขึ้น เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านอุตสาหกรรมบันเทิงที่ใช้ผลงานของเธอเป็นแค่ตัวส่งเสริมภาพลักษณ์ โดยไม่ได้แยแสถึงการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของการต่อต้านการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นรูปธรรม 

“แขกบางคนที่มาร่วมงานในคืนนี้เคยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนผู้บริสุทธิ์ว่าเป็นเพียงแค่ “การป้องกันตัวเอง” หรือไม่ก็ “เป็นประเด็นการเมืองอันซับซ้อน” ทั้งยังดูหมิ่นผู้คนที่ร่วมออกมาเดินประท้วงต่อต้านสงครามอยู่เลย” 

Kaouther กล่าวอีกว่าเธอปฏิเสธที่จะให้การจากไปของฮินด์และครอบครัว รวมถึงหน่วยกู้ชีพที่พยายามจะเข้าไปช่วยด้วยเงื้อมมือของกองทัพอิสราเอล กลายเป็นเพียงเรื่องราวที่หยิบยกมา เพื่อคำพูดสวยหรูถึงสันติภาพ โดยเฉพาะเมื่อระบบที่เป็นปัญหาต่อการเสียชีวิตของพวกเขายังคงดำรงอยู่โดยไม่ได้รับผลใดๆ 

“สันติภาพไม่ใช่น้ำหอมที่ประพรมลงไปต่อความรุนแรง เพื่อให้คนที่กุมอำนาจรู้สึกสบายใจ เช่นเดียวกับภาพยนตร์ที่ไม่ใช่เครื่องมือของการฟอกขาวภาพลักษณ์ให้ดูดี ดังนั้นแล้ว สันติภาพที่แท้จริง ต้องหมายรวมถึงความยุติธรรม และความยุติธรรมหมายถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ถ้าปราศจากความรับผิดชอบ สันติภาพก็จะไม่มีวันเกิด”

ทั้งนี้ ทุกคนสามารถร่วมเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้เกิดสันติภาพ รวมทั้งแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับปาเลสไตน์ได้ โดยสิ่งสามารถทำได้ง่ายที่สุดในชีวิตประจำวัน คือ การคว่ำบาตร ลดการบริโภคสินค้าและบริการจากบริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนในการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ สามารถติดตามอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ Boycott, Divestment, and Sanctions; BDS Movement หรือบริจาคช่วยเหลือให้แก่องค์กรที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อชาวปาเลสไตน์ อาทิ มูลนิธิอุมมะตี เป็นต้น

นอกจากภาพยนตร์ The Voice of Hind Rajab แล้ว คอหนังยังสามารถติดตาม Watermelon Pictures บริษัทโปรดักชั่นและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มุ่งเน้นเรื่องราวของชาวปาเลสไตน์ที่ไม่ได้มีแค่มิติความรุนแรงของสงคราม แต่นำเสนอไฟฝัน ความหวัง ความรักและอีกสารพัดผลงานที่เชื่อมโยงผู้คนถึงกันได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์

The Voice of Hind Rajab เข้าฉายวันที่ 5 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์ประเทศไทย

THE VOICE OF HIND RAJAB | Official Promo
Previous

Oasis ส่งเพลง “Acquiesce” เวอร์ชันคอนเสิร์ตที่ Wembley Stadium ให้กับอัลบั้ม HELP(2)

Chloe Star ส่งซิงเกิลใหม่ Call You Back ตอกหน้าความสัมพันธ์สุดแสบด้วยพลัง Rock-Pop

Next