ภาพยนตร์เควียร์แนวก้าวพ้นวัยมากมายในศตวรรษที่ 21 ที่เล่าถึงการต่อสู้ดิ้นรนของตัวละครวัยรุ่นในครอบครัวและสังคมที่ไม่ยอมรับคนรักเพศเดียวกัน ส่วนใหญ่มักนำเสนอออกมาเป็นแนวดราม่า หรือโรแมนติก มีจำนวนน้อยมากที่ผู้กำกับจะหยิบเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าในรูปแบบของภาพยนตร์สยองขวัญ เพราะเหตุนี้เอง Leviticus (2026) จึงเป็นเรื่องที่ผู้ชมตั้งตารอคอยกันตั้งแต่ตัวอย่างภาพยนตร์ถูกปล่อยออกมา
ผลงานสัญชาติออสเตรเลียจากผู้กำกับและผู้เขียนบทเชื้อสายเอเชีย Adrian Chiarella ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQIAN+ ถ่ายทอดเรื่องราวลี้ลับที่เกิดขึ้นในชุมชนเคร่งศาสนา เมื่อความรักระหว่างเพศเดียวกันถูกตีตราว่าเป็นเรื่องผิดบาปร้ายแรง ดังนั้นแล้ว วัยรุ่นที่มี “พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ” ไม่ตรงกับขนบของสังคม จึงถูกบังคับให้เข้าร่วมพิธีกรรมเพื่อรักษาให้กลายเป็นปกติ ทว่า กลับกลายเป็นการเรียกบางสิ่งที่ลี้ลับเหนือการควบคุมออกมาตามล่าพวกเขา จนนำพามาซึ่งเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวแก่เหล่าวัยรุ่นเคราะห์ร้ายที่ผ่านพิธีกรรมดังกล่าว โดยทางรอดเดียวคือการไม่ให้เข้าใกล้บุคคลที่ตนเองปรารถนาและดำรงตนอยู่ในกรอบชายจริงหญิงแท้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “สิ่งปกติ”
ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของตัวเอกอย่าง Naim Reid เป็นหลัก และปฏิเสธไม่ได้ว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่าง Naim กับแม่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำพาให้เกิดเรื่องราวน่าหวาดผวาทั้งหลายตามมา ในบทความนี้จึงอยากชวนวิเคราะห์ในแง่มุมจิตวิทยาในภาพยนตร์ Leviticus ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกภายในเรื่อง ลักษณะการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพของลูก ไปจนถึงผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อวัยรุ่นเควียร์เติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งศาสนา
หลังจากนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ช่องว่างในการเลี้ยงดูที่กัดกินชีวิตเด็ก
Leviticus ไม่ได้บอกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพ่อโดยตรง แต่มีพูดถึงการสูญเสียพ่อและสามีที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไป ซึ่งเป็นไปได้ว่าเมื่อพ่อเสียชีวิต แม่ของ Naim จึงต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทน แม้จะมีฉากที่คู่แม่ลูกมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกัน เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาด้วยกัน แต่น้อยมากที่เราจะได้เห็นทั้งคู่แสดงออกถึงความห่วงใยต่อกันอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ทั้งสองเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์สูญเสียบุคคลสำคัญไป และต้องเผชิญกับอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิตจากการย้ายบ้าน
ผลกระทบทางจิตใจย่อมเกิดขึ้นอยู่แล้วเมื่อคนเราต้องจากลาสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย โดยเฉพาะเมื่อเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เพราะช่วงวัยนี้กำลังใช้เวลาในการค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งสังคมครอบครัว สังคมเพื่อน สังคมในโรงเรียน และอิทธิพลจากสื่อ
ทว่า Naim และแม่กลับต่างคนต่างปรับตัวตามลำพังในสภาพแวดล้อมใหม่ อยู่บ้านเดียวกันแต่ก็เหมือนใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ไร้ซึ่งการพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือแม้กระทั่งแสดงความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ต่อกัน จนเกิดเป็นช่องว่างในความสัมพันธ์ของแม่ลูกที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
ตามทฤษฎีของ Baumrind การเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพที่สุดในมุมมองของจิตวิทยาพัฒนาการคือการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) กล่าวคือการให้ลูกมีอิสระในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ พูดคุยและรับฟังลูกด้วยเหตุผล คอยชี้ทางและให้คำแนะนำ ไม่ควบคุมพฤติกรรมลูกอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่ตามใจจนเกินไป ทำให้เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมนี้จะมีทักษะในการเข้าสังคมที่ดี กล้าตัดสินใจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถปรับตัวเข้ากับกลุ่มคนได้อย่างเหมาะสม
เห็นได้ชัดว่าการแสดงออกของแม่ที่มีต่อ Naim ไม่ใช่การเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็น แม่พยายามดูแล Naim แค่ทางกายภาพ ดูแลเรื่องความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างอาหารการกิน มอบความปลอดภัยในด้านที่พักอาศัยและความมั่นคงทางการเงิน ให้ลูกไปไหนมาไหนได้อิสระ แต่ในทางจิตใจแล้ว แม่ยังไม่สามารถเอาใจใส่ต่อความต้องการของลูกได้เพียงพอ เห็นได้จากเวลาที่ Naim ร้องขอความช่วยเหลือหรือพยายามอธิบายเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง หลายครั้งที่แม่มองว่าสิ่งที่ Naim เล่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญและไม่ให้ความสนใจกับ Naim เท่าที่ควร
สิ่งที่แม่แสดงออกกับ Naim จึงมีแนวโน้มว่าเป็นการดูแลแบบปล่อยปละละเลย (Neglectful Parenting Style) กล่าวคือ การที่พ่อแม่ขาดความเอาใจใส่ ไม่สามารถตอบสนองในยามที่ลูกต้องการได้ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือตอนที่ Naim กลัวการอยู่คนเดียวมากๆ จนต้องหนีมานอนห้องเดียวกับแม่ แทนที่แม่จะแสดงความเป็นห่วง ถามลูกว่าเกิดอะไรขึ้นพร้อมกับช่วยกันหาทางแก้ปัญหา แต่แม่กลับเพิกเฉยความกังวลของลูก ซ้ำยังบอกให้ Naim เก็บของตนเองออกไปจากห้องแม่ด้วย
เด็กที่โตมากับการเลี้ยงดูเช่นนี้จะมีการรับรู้คุณค่าในตัวเองที่ค่อนข้างต่ำ รู้สึกกลัวที่จะต้องพึ่งพาคนอื่น เพราะในอดีตไม่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือความเอาใจใส่จากคนในครอบครัว จึงพยายามเรียนรู้ที่จะหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง ทั้งยังมีความกังวลสูงเมื่อต้องเข้าสังคม และมีแนวโน้มพึ่งพาการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การเล่นพนัน การกระทำที่ผิดกฎหมาย
บาดแผลจากการเติบโตมาในครอบครัวเคร่งศาสนา
ความท้าทายของการเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศในครอบครัวที่เคร่งศาสนาเป็นอีกหนึ่งประเด็นหลักที่ Leviticus พยายามนำเสนอและชวนให้ผู้ชมคิดตาม ความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ข้อมูลวิจัยจากสาขาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย The Catholic University of America ชี้ให้เห็นว่าการนำคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในการเลี้ยงดูจะทำให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจความรัก มีความเมตตา ความอดทน และให้อภัยผู้อื่น อีกทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนายังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันกับคนในชุมชนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดูด้วยหลักคำสอนที่เคร่งครัดเกินไปอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและภายในชุมชนได้เช่นกัน คำสอนทางศาสนาสอนให้ผู้คนเกรงกลัวต่อการกระทำบาป แต่คนบางกลุ่มกลับนำมาปรับใช้ในทางมิชอบ โดยบิดเบือนคำสอนให้เอื้อต่อแนวคิดที่ตัวเองยึดถือ เพื่อสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้สึกผิด ละอายใจในสิ่งที่ได้กระทำลงไป บางกรณีอาจถึงขั้นประณามอย่างรุนแรงในสิ่งที่บุคคลนั้นเป็น เกิดเป็นการกีดกันและไม่นับบุคคลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หรืออย่างในภาพยนตร์ที่ตีตราว่าการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ผิดบาปและสมควรได้รับการรักษา โดยการทำพิธีเพื่อล้างมลทินแก่ชาวเควียร์ต่อหน้าทุกคนในชุมชน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการบำบัดให้กลับเป็นชายจริงหญิงแท้ (Conversion Therapy) เพื่อให้ทุกคนได้เกรงกลัว
แม่ของ Naim รวมถึงผู้ใหญ่ในชุมชนเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นเกิดบาดแผลทางจิตใจ เพราะสิ่งแรกที่แม่ทำเมื่อรู้ว่า Naim มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับเพื่อนอย่าง Ryan จนน่าสงสัย คือการเลือกที่จะบังคับลูกเข้าร่วมพิธีล้างมลทินอันน่าสยดสยองเพื่อให้ลูกรู้สึกเกรงกลัว ละอายต่อสิ่งที่ทำลงไป ทั้งที่รู้ว่าพิธีกรรมนี้อาจทำให้ลูกต้องทรมานจนถึงแก่ชีวิต แต่แม่ก็ยังตัดสินใจให้ Naim ไปอยู่ดี แทนที่จะลองพูดคุยเปิดใจและรับฟังเหตุผลของ Naim แน่นอนว่าปฏิกิริยาจากครอบครัวของ Ryan เองก็คงจะตอบสนองไม่ต่างกันเมื่อรู้ว่าลูกมีความสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มร่วมชั้นเรียน
การกระทำเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจที่เรียกว่า Religious Trauma หรือบาดแผลทางจิตใจจากในศาสนา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้บุคคลนั้นอับอาย รับรู้คุณค่าของตนเองน้อยลง สงสัยในการมีอยู่และอัตลักษณ์ของตนเอง แต่ยังเป็นสาเหตุของอาการซึมเศร้า วิตกกังวล เกิดเป็นความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องบาปกรรม นรก และการลงโทษ จนหวาดระแวงในทุกย่างก้าวเพราะกลัวว่าตนจะเผลอทำบาปอีก
บทบาทของครอบครัวในการสนับสนุนวัยรุ่นเควียร์
ในชีวิตจริงมีวัยรุ่นเควียร์จำนวนมากเหมือน Naim และ Ryan ที่ยังไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาและต้องเผชิญหน้ากับการถูกเลือกปฏิบัติจากคนอื่นๆ ในชุมชนเดียวกัน การถูกปฏิเสธจากคนในครอบครัว หรือคนในชุมชนศาสนาเดียวกันไม่เพียงแต่ทำให้วัยรุ่นเควียร์มีความเครียดและความกังวลที่สะสมมากขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ยังอาจนำไปสู่อาการซึมเศร้า พวกเขาจะเริ่มตั้งคำถามว่าตนเองยังมีคุณค่าอยู่หรือไม่ เรายังคงเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มอยู่หรือเปล่า เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกทางลบทั้งหลาย วัยรุ่นที่มีอัตลักษณ์ LGBTQIAN+ บางส่วนจึงเลือกที่จะปิดบังอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองไปเลย เช่นเดียวกับ Naim และ Ryan ที่ไม่สามารถแสดงออกว่ารู้จักและสนิทกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรือที่โบสถ์ก็ตาม
หนึ่งข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์นี้คือครอบครัวมีบทบาทอย่างมากในสนับสนุนวัยรุ่นเควียร์ให้ได้เติบโต โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่พวกเขาจะได้สำรวจความชอบของตนเอง ทำความเข้าใจถึงความสามารถและความถนัด บทบาทของตนเองในสังคม รวมไปถึงการทำความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศของตนเองด้วย การที่มีคนรับรู้และเข้าใจตัวตนที่เขาเป็นจะทำให้วัยรุ่นเควียร์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น
หากเกิดความไม่เข้าใจในตัวตนของวัยรุ่นเควียร์เพราะตัวเองไม่มีประสบการณ์โดยตรง กังวลว่าจะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มากพอ หรือเกิดความเข้าใจผิดเพราะการปลูกฝังแนวคิดเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันที่มีรากมาจากกรอบเพศของสังคมหรือศาสนา สิ่งที่คนในครอบครัวเริ่มต้นทำได้เลยคือการเปิดใจทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ทางเพศจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และนำเสนอความเป็นจริงโดยปราศจากอคติ รวมถึงทำความเข้าใจการเปิดเผยตัวตน (Coming Out) ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยแก่พวกเขา ถัดมาคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นเควียร์และคนในครอบครัวได้สื่อสารแบบเปิดกว้างที่ต่างฝ่ายต่างสื่อสารกันถึงความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดสินหรือถูกลงโทษ
เพราะพัฒนาการที่เด่นชัดที่สุดในช่วงวัยรุ่นคือการค้นหาตัวเอง มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจตนเองว่าชอบอะไร มีความสามารถในเรื่องไหน รวมไปถึงการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศด้วย ซึ่งตัวละครหลักทั้งสองของ Leviticus ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นจากความเจ็บปวดที่พวกเขาไม่ควรต้องประสบพบเจอตั้งแต่เแรก
แม้ Naim และ Ryan จะไม่ได้รับอิสระในการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้เต็มที่อันเนื่องมาจากครอบครัวและคนในชุมชนยังคงปิดกั้นความแตกต่างหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้พยายามช่วยกันหาหนทางที่จะยอมรับตัวตนของกันและกันได้ โดยตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะทำให้ตนเองมีความสุขและไม่สงสัยในคุณค่าของตนเองอีกต่อไป
“If I’m going to live with this,
I don’t want it to look like some other dickhead.
I want it to look like you.”
Loading…
Resources:
- https://op.mahidol.ac.th/ga/mgr-68/
- https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/83704
- https://www.verywellmind.com/what-is-uninvolved-parenting-2794958
- https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S2352250X16301920
- https://scholarsarchive.byu.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1587&context=intuition
- https://www.brightpathbh.com/faith-identity-lgbtq-teens-families/
- https://www.apa.org/topics/lgbtq/evidence-against-conversion-therapy
- https://www.psychologytoday.com/us/basics/conversion-therapy
- https://www.abc.net.au/news/2018-12-06/indonesia-lgbtqi-conversion-therapy/10576900
- https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11562599/
- https://helpyourteens.com/how-a-move-can-impact-a-teenager-emotionally/
- https://emdrcenterofdenver.com/what-is-religious-trauma/
- https://www.praxis-psychologie-berlin.de/en/wikiblog-english/articles/religion-and-childhood-trauma-faith-and-fear