Wasia Project ปลดล็อกความเจ็บปวดช่วงวัย ผ่านอัลบั้มเดบิวต์ Nocturne การเดินทางในค่ำคืนที่ไม่มีวันลืม

| |

อ่านบทสัมภาษณ์ของ Wasia Project จาก The Noize Magazine

ถ้าใครเคยผ่านช่วงเวลาที่นอนไม่หลับในยามดึก หรือเคยรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมายในคลับ ยินดีด้วย เพราะคุณกำลังจะได้พบกับเพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่ที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนในยามราตรี

สองพี่น้องดนตรีมากฝีมืออย่าง Will Gao และ Olivia Hardy ในนามวง Wasia Project ได้เวลาเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้วงการเพลง ด้วยการปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิตอย่าง Nocturne ภายใต้สังกัด AWAL Recordings อัลบั้มที่เปรียบเสมือนโอเดสซีย์แห่งการเติบโต เปลี่ยนความอึดอัดและบาดแผลของชีวิตวัยรุ่นให้กลายเป็นการปลดปล่อยทางอารมณ์ ผ่านเสียงเพลงที่ผสมผสานความทบทวนตัวเองในยามค่ำคืน เข้ากับจังหวะดนตรีบนฟลอร์เต้นรำได้อย่างลงตัว

สองพี่น้องได้พูดถึงผลงานชิ้นสำคัญนี้ไว้ว่า “อัลบั้มเดบิวต์ Nocturne ของพวกเราคือรวบรวมบทเพลงที่จะพาคุณเดินทางผ่านพ้นช่วงเวลากลางคืน มันคือพื้นที่และเวลาที่ความรู้สึกกับอารมณ์ต่างๆ ได้โลดแล่นอย่างสุดขั้ว ตั้งแต่ความเชื่อมโยงอันพลุ่งพล่านในไนท์คลับ ไปจนถึงความโดดเดี่ยวในคืนที่นอนไม่หลับ พวกเราขอส่งมอบผลงานชิ้นนี้เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้กับช่วงเวลาเหล่านั้นในชีวิต โดยหวังว่าจะช่วยทลายกำแพงระหว่างตัวเราและคนอื่นๆ ลงได้”

Wasia Project - Bleeding Gold (Official Video)

ในอัลบั้ม Nocturne บรรจุไว้ทั้งหมด 12 บทเพลง ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้ทยอยปล่อยซิงเกิลออกมาปูทางให้แฟนๆ ได้สัมผัสโลกใบใหม่นี้ไปบ้างแล้ว เริ่มตั้งแต่ 2515 ที่โชว์จังหวะอิเล็กทรอนิกส์อันพลิ้วไหวและงานโปรดักชันระดับภาพยนตร์ ตามมาด้วย Bleeding Gold และ Whale Call เพลงประกอบภาพยนตร์ Heartstopper Forever บน Netflix ซึ่งตัวของ Will Gao ก็ได้กลับมารับบทเป็น Tao Xu อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมี Vogue เพลงจังหวะสุดมันที่คว้าตำแหน่ง Hottest Record จาก Jack Saunders บนคลื่น BBC Radio 1 ได้เป็นเพลงที่สามติดต่อกัน และยังถูกนำไปรีมิกซ์ต่อโดย Gerd Janson ดีเจและโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวเยอรมัน จนกลายเป็นเวอร์ชันที่เปิดในคลับได้เดือดกว่าเดิม

ไม่เพียงเท่านั้น Wasia Project ยังได้ปล่อยมิวสิควิดีโอเพลง Bleeding Gold ที่สองพี่น้องลงมือกำกับร่วมกับ Harvey Frost ตัววิดีโอนำเสนอเรื่องราวความทรงจำและการสะท้อนตัวตน โดยมี Will Gao, Olivia Hardy และนักแสดงเด็กที่มารับบทเป็น Olivia ในวัยเยาว์ มิวสิควิดีโอนี้สลับตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงสายใยที่ไม่เคยตัดขาดระหว่างเราในตอนนี้กับตัวเราในวัยเด็ก ถือเป็นงานภาพที่ถ่ายทอดอารมณ์หวนหาอดีตได้อย่างละมุนและฝันหวาน

สำหรับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มก็โชว์ศักยภาพทางดนตรีที่ไร้กรอบของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Strike Me Down From Heaven ที่ทดลองนำดนตรี Neo-classical มาผสมกับ Electronic หรือเพลง Even If I Tried ที่ดึงเสน่ห์ของ Modern Soul และ Trip-hop มาใช้อย่างลงตัว ขณะที่ Moon Goddess คือบทเพลง Electro-acoustic สุดหม่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ของจีน

Wasia Project - Wildfire (Official Lyric Video)

ส่วนเพลงปิดอัลบั้มอย่าง Wildfire ถือเป็นจุดพีคสูงสุดของอารมณ์ ทั้งคู่เล่าถึงเพลงนี้ว่า “Wildfire คือจุดจบที่ช่วยปลดปล่อยทุกอย่างของ Nocturne และน่าจะเป็นหัวใจสำคัญทางอารมณ์ของอัลบั้มนี้ มันคือเพลงสเกลใหญ่ที่พูดถึงความรู้สึกแปลกแยกจากคนที่เรารักอย่างสุดหัวใจ ความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นจากจุดนั้น และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเอื้อมมือออกไปเพื่อเชื่อมต่อกันใหม่อีกครั้ง”

ย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อตั้งวงในปี 2019 สองพี่น้อง Wasia Project ซึ่งมีเชื้อสายผสมอังกฤษ-จีน ได้นำเอาพื้นฐานดนตรีคลาสสิกมาตีความใหม่ จนเกิดเป็นซาวด์ Alt-pop ที่ไร้พรมแดน ผลงานของพวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยยอดสตรีมรวมกว่า 200 ล้านครั้ง และเคยมีผู้ฟังต่อเดือนบน Spotify สูงสุดถึง 2.4 ล้านคน

เส้นทางของพวกเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจาก EP เดบิวต์ how can I pretend? ในปี 2022 ที่มีเพลงฮิตสร้างชื่ออย่าง ur so pretty ตามมาด้วยซิงเกิลละมุนใจอย่าง Petals on the Moon และการขยับเข้าสู่ซาวด์ที่เท่ขึ้นใน EP ชุด Isotope เมื่อปี 2024 ซึ่งมาพร้อมภาพยนตร์สั้นสุดงดงาม หลังจากนั้นความฮอตของพวกเขาก็ฉุดไม่อยู่ บัตรทัวร์คอนเสิร์ตในสหราชอาณาจักรขายหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่นาที แถมยังได้ไปเล่นเปิดทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกาให้กับ Laufey เจ้าของรางวัล GRAMMY ถึง 13 รอบ และเล่นเปิดให้ Tom Odell ในยุโรปอีก 18 รอบ รวมไปถึงการขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง All Points East, Lollapalooza Germany และ Radio 1 Big Weekend ตลอดจนการเดินสายเล่นโชว์อคูสติกสเกลอบอุ่นในเอเชียและออสเตรเลีย ทั้งที่ฮ่องกงและฟิลิปปินส์ จนต้องเพิ่มรอบตามคำเรียกร้อง

Nocture ไม่ใช่แค่ผลงานเพลงชุดใหม่ แต่คือเสียงของวัยรุ่นยุคปัจจุบันที่กำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง ความโดดเดี่ยว และการแสวงหาตัวตนระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัล การก้าวออกจากดนตรีโทนสว่างในยุคแรก เข้าสู่ซาวด์ที่หม่นขึ้น เข้มข้นขึ้น และดำดิ่งขึ้น คือการเติบโตครั้งสำคัญที่ทำให้ Wasia Project กลายเป็นหนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้

สตรีมอัลบั้ม Nocturne ได้เลยที่ https://wasiaproject.ffm.to/nocturne.OPR

Wasia Project - Whale Call (Live at Metropolis Studios)
Previous

ทุกเขตรวมเป็นหนึ่ง แคปิตอลชี้ชะตา ร่วมเป็นพยานการเผชิญหน้าครั้งเปลี่ยนโลกใน The Hunger Games: Sunrise on the Reaping 19 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

Troye Sivan ชวนปลดปล่อยตัวเองไปกับค่ำคืนสุดเหวี่ยงในซิงเกิลใหม่ “Party” ได้ Sir Ian McKellen ร่วมให้เสียงพากย์

Next