ในโลกของภาพยนตร์ไซไฟอวกาศ เรามักคุ้นชินกับภาพลักษณ์ของความเย็นชา ความเวิ้งว้าง และเทคโนโลยีที่ดูห่างไกลจากความเป็นมนุษย์ แต่สำหรับ Project Hail Mary ผลงานกำกับของคู่หู Phil Lord และ Christopher Miller พวกเขาเลือกที่จะฉีกตำราเดิมๆ ทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยความอบอุ่น ประสบการณ์ที่จับต้องได้ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว นี่ไม่ใช่แค่หนังที่ว่าด้วยการเอาตัวรอดในระยะทาง 12 ปีแสงจากโลก แต่มันคือการทดลองทางอารมณ์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยเทคโนโลยีการถ่ายทำที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้
การวาดภาพด้วยแสงและสี เมื่ออวกาศไม่ได้มีแค่ความมืด
โจทย์แรกที่ผู้กำกับวางไว้คือความสมจริงที่ต้องมาพร้อมกับความใกล้ชิด งานนี้พวกเขาจึงดึงตัว Greig Fraser ผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัล Academy Award จาก Dune และ The Batman มาร่วมงานกับ Paul Lambert ผู้ดูแลวิชวลเอฟเฟกต์ระดับพระกาฬ
Greig Fraser เผยว่าโดยปกติหนังอวกาศมักจะใช้โทนสีที่ดูเย็น (Cool Tone) แต่ในเรื่องนี้เขาเลือกที่จะใช้โทนสีที่อุ่นขึ้นและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เนื่องจากเนื้อเรื่องส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่จำกัดบนยาน Hail Mary ที่ Ryland Grace ต้องใช้เวลาอยู่เพียงลำพังเป็นเวลานาน การใช้กล้องแบบ Handheld เพียงตัวเดียวในการถ่ายทำ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดมากสำหรับหนังฟอร์มยักษ์ กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในหัวของ Ryland Grace จริงๆ โดยเฉพาะสายตาของ Ryan Gosling ที่ Greig Fraser ย้ำว่ามันทรงพลังมากเมื่อถูกถ่ายทอดผ่านจอมหึมาอย่าง IMAX
บอกลา Green Screen ใน Project Hail Mary
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Project Hail Mary แตกต่างคือปรัชญาการใช้แสง Fraser เชื่อมั่นในการสร้างแสงในกล้อง (In-camera solutions) มากกว่าการไปแก้ในขั้นตอนตัดต่อ เขาปฏิเสธการใช้ Green Screen ที่มักจะทำให้แสงบนตัวละครดูหลอกตา แต่เลือกใช้จอ LED ขนาดใหญ่เป็นพื้นหลังแทน เพื่อให้แสงที่ตกกระทบบนตัวนักแสดงและสภาพแวดล้อมมีความสัตย์จริงที่สุด
ในส่วนของวิชวลเอฟเฟกต์ Paul Lambert ได้ปรึกษาหารือกับนักวิทยาศาสตร์จาก NASA และผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายดาราศาสตร์ เพื่อออกแบบเนบิวลาและสภาพแวดล้อมในอวกาศที่ลึกเข้าไปในจุดที่ไม่มีใครเคยไปถึง โดยยึดหลักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (Astrophysics) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้จะเป็นจินตนาการ แต่ต้องเป็นจินตนาการที่มีรากฐานจากความจริง
การปลุกชีวิต Rocky มิตรภาพต่างดาวที่จับต้องได้
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องคือการปรากฏตัวของ Rocky สิ่งมีชีวิตจากต่างดาวที่เข้ามาเปลี่ยนแนวหนังจาก “การเอาตัวรอดอย่างโดดเดี่ยว” กลายเป็น “หนังคู่หู” (Buddy Movie) ในทันที ความท้าทายคือจะสร้างตัวละครที่มีรูปร่างเหมือนก้อนหิน มี 5 ขา และไม่มีใบหน้า ให้คนดูรักและรู้สึกผูกพันได้อย่างไร?
Neil Scanlan ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ประหลาดระดับตำนานจาก Star Wars: The Force Awakens ตัดสินใจที่จะไม่พึ่งพาเพียงแค่ CGI แต่เขาเลือกที่จะสร้าง Rocky ขึ้นมาจริงๆ ในรูปแบบของหุ่นจำลอง Animatronics ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา
เหตุผลที่ทีมสร้างยืนกรานว่าจะต้องมีตัวตนของ Rocky อยู่ในกองถ่ายจริงๆ ก็เพื่อให้ Ryan Gosling มี Scene Partner แทนที่จะต้องคุยกับลูกเทนนิสหรือความว่างเปล่า James Ortiz นักเชิดหุ่นและนักแสดงผู้ให้เสียง Rocky คือผู้ที่ทำให้หุ่นยนต์หินก้อนนี้มีชีวิต เขาตีความ Rocky ว่าเป็นอัจฉริยะที่มีส่วนผสมของชายแก่ขี้งก สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ที่ร่าเริง และเด็กชายวัย 14 ที่เต็มไปด้วยความกังวล
การที่ Rocky มีตัวตนอยู่บนฉากจริงๆ ทำให้ทุกปฏิกิริยาของ Ryan Gosling เมื่อ Rocky ขยับตัวในแบบที่ไม่ได้นัดหมาย Ryan Gosling ก็สามารถโต้ตอบได้ทันที ซึ่งความมหัศจรรย์แบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้เลยหากใช้เพียงแค่ CGI
สู่ความยิ่งใหญ่บนจอ IMAX
แม้ว่าตัวหนังจะเน้นความใกล้ชิดทางอารมณ์ แต่สเกลของความอลังการนั้น Miller นิยามว่า “ทะลุเพดาน” การถ่ายทำด้วยระบบ IMAX ไม่ได้ทำเพื่อความเท่ แต่เพื่อให้คนดูรู้สึกว่าพื้นที่รอบตัวถูกเติมเต็มจนมองไม่เห็นขอบจอ เป็นการผสมผสานระหว่างความเล็กจ้อยของมนุษย์กับความยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตของจักรวาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Project Hail Mary จึงไม่ใช่แค่การเดินทางไปสู่ดวงดาวไกลโพ้น แต่มันคือการเดินทางของงานศิลปะที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับใช้จิตวิญญาณของมนุษย์ (และเอเลี่ยนหนึ่งตัว) อย่างแท้จริง
Project Hail Mary เข้าฉาย 19 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์